รู้หรือไม่?...“Greater China” ผลงานเด่นสุดในกลุ่ม “หุ้นจีน” ปีนี้
“ประเทศจีน” ที่เป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตัวเลขอัตราการฉีดวัคซีนและอัตราการติดเชื้อ
ซึ่งไม่เพียงจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากผ่านพ้นสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19
ในมุมมองการลงทุนจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศในกลุ่ม “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ที่มีความน่าสนใจที่สุดในตอนนี้ แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากดดันอยู่บ้าง อย่างนโยบายของภาครัฐ ที่สั่งระงับการเปิดเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ของ Ant Group แบบกะทันหัน หรือการเข้ามาดูแล “หุ้นเทคฯ-จีน” ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
โดยวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอนำเสนอผลตอบแทนของ “กองทุนหุ้นจีน” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันว่ามีทิศทางเป็นเช่นไร ให้แก่ผู้ที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้
“กอง GC” แชปม์กลุ่ม ‘กองหุ้นจีน’ โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 17.33%
ปัจจุบันมี “กองหุ้นจีน” 71 กอง ช่วงครึ่งปีแรกเป็นกลุ่มกองทุนที่มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิมากสุดในอุตสาหกรรมกว่า 7.1 หมื่นล้านบาท ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.40%
“โดยผลตอบแทนของกองทุนรวมหุ้นจีนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกอง (บลจ.)ในประเทศ ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกจะแค่บางกองทุนที่ติดลบ เพราะนโยบายการลงทุนของบางกองที่ให้น้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีที่สูง จึงทำให้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนกองทุนที่มีผลตอบแทนบวกนั้นจะเป็นกองทุนประเภทไหนเราจะมาดูกัน”
สำหรับกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นที่สุดเป็น “กองทุนเปิด เกรธเธอร์ ไชน่า (GC)” จาก ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 20 ก.ค. 64) ได้ 17.33%
“กองทุนมีนโยบายการลงทุน ‘NN (L) Greater China Equity’ เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีตั้งแต่ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน โดยกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ในตราสารทุน หลักทรัพย์ที่โอนสิทธิ์ได้ (Transferable securities) ซึ่งออกหรือจดทะเบียนและทำการซื้อขายในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังเป็นที่น่าจับตามอง (Emerging countries) ซึ่งได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง และไต้หวัน”
อันดับถัดมาเป็นอีกหนึ่งกองทุนจาก ‘บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย)’ ที่มีชื่อกองว่า “กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เกรธเธอร์ ไชน่า (UOBSGC)” ทำผลตอบแทน (ณ วันที่ 19 ก.ค. 64) ได้ 13.33%
“กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘United Greater China Fund Class A SGD Acc’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีตั้งแต่ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน โดยกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทุน ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในเขตปกครองพิเศษ ฮ่องกง จีน และไต้หวัน โดยตลาดหลักทรัพย์ที่เข้าไปลงทุน ส่วนใหญ่ ได้แก่ ตลาดฮ่องกง ตลาดเซี่ยงไฮ้ และตลาดไต้หวัน ซึ่งจะมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนี MSCI Golden Dragon”

ถัดมาอันดับที่ 3 เป็นกองทุนที่ชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Machine Learning China All Shareชนิดสะสมมูลค่า (SCBMLCAA)” จาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ด้วยผลตอบแทน (ณ วันที่ 19 ก.ค. 64) ที่ 12.64%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทสัญชาติจีน ซึ่งจะส่งผลให้กองทุนมี net exposure ในตราสารทุนดังกล่าว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
แต่ความแตกต่างของกองทุนนี้จะมีการใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ซึ่งมีการใช้เทคนิคทาง “Machine Learning” มาประกอบการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุนโดยหลักทรัพย์ที่กองทุนนำมาพิจารณาจะเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (H-Share) ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเสินเจิ้น (A-Share) และหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน
อันดับถัดมาจาก ‘บลจ.วี’ ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิด วี ไชน่า โกรท (WE-CHIG)” ด้วยผลตอบแทน (ณ วันที่ 19 ก.ค. 64) ที่ 11.00%
“โดยมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘Matthews Asia Funds – China Small Companies Fund’ (กองทุนหลัก) Class I (USD) ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
สำหรับนโยบายของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดขนาดเล็ก ในประเทศจีนหรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน ซึ่งรวมถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนเขตปกครองและเขตอื่นๆ เช่น ฮ่องกง และไต้หวัน ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธินอกจากนี้กองทุนหลักอาจลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตอื่นๆ ทั่วโลก
สุดท้าย “กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ)” จาก ‘บลจ.บัวหลวง’ ด้วยผลตอบแทน (ณ วันที่ 20 ก.ค. 64) ที่ 10.90%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทจีน ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งในประเทศจีนหรือมีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน และจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับต่างๆ เช่น ตลาดหลักทรัพย์ในฮ่องกง จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือสหรัฐอเมริกา เป็นต้น”
ซึ่งหลักทรัพย์ที่กองทุนจะลงทุน ได้แก่ หุ้น A-Share, H-Share, American Deposit Recipient (ADR), B-Share, Red-Chips, P-Chips รวมถึงหลักทรัพย์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนในอนาคต โดยกองทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
โดยบริษัทจัดการจะมอบหมายให้ ‘Allianz Global Investors Asia Pacific Limited’ เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน
“แม้ว่าตลาดหุ้นจีน จะเจอปัจจัยลบจากนโยบายของภาครัฐที่กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา แต่ผลการดำเนินงานโดยรวมของตลาดก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะอีกหนึ่งสิ่งสะท้อนให้เราได้เห็นว่าความน่าสนใจของตลาดหุ้นจีนอาจจะไม่ขึ้นอยู่กับหุ้นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว และยังมีแนวโน้มจะเติบโตไปกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อีกด้วย”
