“หุ้นยุโรป” ตลาด Laggard กลุ่ม ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’...กลับมาโดดเด่นอีกครั้งรับ ‘ธีมเปิดเมือง’ !!!
ในประเทศขนาดใหญ่ทั่วโลกได้เริ่มมีการแจกวัคซีนให้แก่ประชาชนทั่วไป จนทำให้อัตราการฉีดวัคซีนมีความครอบคลุมแก่ประชากรส่วนใหญ่จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่และนำไปสู่สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เริ่มคลี่คลายมากขึ้น
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้ทำให้เราเริ่มเห็นสัญญาณการเปิดเมืองและการกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง โดยเฉพาะ “สหรัฐฯ” และ “ยุโรป” เอง ที่ได้มีการจัดกิจกรรมหรืออีเว้นท์อย่าง การจัดงานวันชาติของสหรัฐอเมริกาหรือการแข่งขันรอบชิงฟุตบอลยูโรในอังกฤษ
โดยในแง่การลงทุนได้ทำให้ “ตลาดหุ้นยุโรป” กลับมาดูมีความน่าสนใจอีกครั้ง เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวได้ตามสหรัฐฯยังมีการอัดฉีดเม็ดเงินและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง แตกต่างจากสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณการเร่งให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จึงมีนักลงทุนบางส่วนก็มองว่า “หุ้นยุโรป” เป็นหลุมหลบภัยได้อย่างดี
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอโอกาสนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานของ “กองทุนรวมหุ้นยุโรป” ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)ในไทยเข้าไปลงทุน ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันว่าเป็นเช่นไร มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้
“KF-EUROPE” แชมป์กลุ่ม ‘กองหุ้นยุโรป’ โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 24.48%
สำหรับอุตสาหกรรมกองทุนไทย ปัจจุบันมี “กองหุ้นยุโรป” อยู่ทั้งหมด 29 กอง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี64 อยู่ที่ 15.70% โดยมีผลการดำเนินในบวกทั้งหมด ซึ่งจะบวกมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวนโยบายการลงทุนของกองทุนว่ามีการลงทุนในหุ้นที่อิงตามธีมหรือไซส์ของบริษัทจดทะเบียนที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่
สำหรับกองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดมีชื่อว่า “กองทุนเปิดกรุงศรียุโรปอิควิตี้ (KF-EUROPE)” จาก ‘บลจ.กรุงศรี’ ที่ครองอันดับ 1และ 2 ซึ่งแตกต่างกันที่ประเภทของกองทุนเท่านั้นหรือเป็นกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิดกรุงศรียุโรปอิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFEURORMF)” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 21 ก.ค. 64) 24.48% และ 21.79% ตามลำดับ
“ในส่วนนโยบายการลงทุนของกองนั้น จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ กองทุน ‘Allianz Europe Equity Growth Fund’ (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุน ซึ่งนโยบายของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นในประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ประเทศนอร์เวย์ หรือ ประเทศไอซ์แลนด์ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศษ เยอรมัน สวีเดน เดนมาร์ก สวิสเซอร์แลนด์ สเปน เนอเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เป็นต้น”

ถัดมาอันดับที่ 3 และ 4 ก็เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่มีชื่อเดียวกันจาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ เหมือนกัน ได้แก่ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยุโรปสมอลแคป ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล (SCBEUSMP)” และ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยุโรปสมอลแคป (SCBEUSM)” ด้วยผลตอบแทน 20.86% และ 19.78% ตามลำดับ
“แต่นโยบายของทั้ง 2 กอง เป็นนโยบายเดียวกันคือลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) ได้แก่ ‘European Smaller Companies Fund’ (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (share class) D accumulating สกุลเงินยูโร (EURO) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กในทวีปยุโรปและหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทรัพย์ของบริษัทที่จัดตั้งหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทวีปยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักรและตลาดเกิดใหม่ในยุโรป บริษัทที่ได้รับรายได้หรือผลกำไรจากการดำเนินงานในทวีปยุโรป และบริษัทที่มีทรัพย์สินอยู่ในทวีปยุโรป
สุดท้ายกองทุนจาก ‘บลจ.กสิกรไทย’ ในชื่อ “กองทุนเปิดเค ยูโรเปียน หุ้นทุน (K-EUROPE)” ทำผลตอบแทนได้ 19.77%
“กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Allianz Europe Equity Growth, Class AT-EUR’ (กองทุนหลัก) พร้อมด้วยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ ขณะที่นโยบายของกองทุนหลักจะมุ่งลงทุนในตราสารแห่งทุนและตราสารเทียบเท่า(Participation Certificate) ของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่เป็นกลุ่มมีแนวโน้มหรือคาดว่ามีอัตราการเจริญเติบโตสูง (Growth Stock) ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 75%”
“ธีมการเปิดเมืองก็เป็นอีกหนึ่งธีมที่นักลงทุนจะสามารถหาโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนได้ในช่วงนี้ ซึ่งกลุ่มหุ้นหรือกลุ่มประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองก็มีอยู่หลายประเทศเช่นไร ไม่เว้นกระทั่ง ‘สหภาพยุโรป’ ที่สามารถแจกจ่ายวัคซีนให้แก่ประชาชนและกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดี”
