รู้หรือไม่?...“แนวคิด ESG” เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการลงทุนมากขึ้น
แนวทางการคัดเลือก “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ด้วยแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืน(ESG)
ถึงแม้ว่าหลักการการลงทุนแบบยั่งยืนหรือนักลงทุนบางท่านอาจเรียกว่าหลักการลงทุนด้วยเกณฑ์ทาง ESG จะมีหลักการคล้ายกันคือ การลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยส่งเสริมด้าน Environmental Social and Governance แต่ “วิธีการลงทุน” แบบยั่งยืนนั้น “แตกต่างกัน” ไปตามแต่ละขั้นตอนการลงทุนของบริษัทจัดการ หรืออาจกล่าวได้ว่า การนำหลักการ ESG เข้ามาประยุกต์ใช้ในการลงทุนแตกต่างกันในแต่ละบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) สิ่งที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ คือ ประสบการณ์การลงทุนในรูปแบบ ESG ในฐานะผู้จัดการกองทุน และแนะนำวิธีการที่ท่านผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ จากฐานข้อมูลที่เปิดเผยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
“สิ่งแรกที่ผู้จัดการกองทุนและผู้แนะนำการลงทุนควรทำในการจัดพอร์ตการลงทุน คือ การเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อให้จัดพอร์ตออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าเนื่องจาก ESG มีเรื่องที่ต้องพิจารณาในหลายๆ แง่มุม ทั้ง สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลในฐานะผู้ดูแลเงินของลูกค้าควรทำความเข้าใจว่า ลูกค้าให้น้ำหนักกับหลักเกณฑ์ใดของESG เช่น ลูกค้าบางส่วนอาจต้องการเน้นด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ต้องการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน หรือ ลูกค้าบางส่วนอาจเน้นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี เพราะลดความเสี่ยงจากการถูกบริหารคดโกงอนาคตได้ การพูดคุยกับลูกค้าเพื่อกำหนดแนวทางการลงทุน (Investment policy) ซึ่งเดิมจะมีการพูดถึง ผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้ ปัจจุบันควรจะมีการเพิ่มเรื่อง ESG เข้าไปด้วย”
ในปัจจุบัน นโยบายการลงทุนของ “นักลงทุนสถาบัน” มักจะมีส่วนที่กล่าวถึง บทบาทของ ESG ในกระบวนการลงทุน หรือ ESG Investment Process ในอนาคตนโยบายการลงทุนของลูกค้าส่วนบุคคลจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ESG มากขึ้น การพูดคุยกับลูกค้าให้ชัดเจนว่าส่วนไหนใน ESG ที่ลูกค้าต้องการและจัดพอร์ตให้ตรงเป็นสิ่งที่สำคัญและป้องกันการเกิดปัญหาการเข้าใจผิดในอนาคต เช่น ลูกค้าเข้าใจว่ากองทุนนี้เน้นด้านสิ่งแวดล้อม แต่จริงๆ แล้วกองทุนนี้เป็น ESG ที่เน้นด้านสังคม เช่น การไม่ใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น
เลือกพิจารณา “หุ้น ESG” อย่างไร
เมื่อสามารถกำหนด “Investment policy” ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าแล้ว สิ่งที่ผู้จัดการลงทุนจะกระทำในลำดับถัดไปคือ การคัดเลือกสินทรัพย์ต่างๆ เข้าพอร์ตการลงทุนขอยกตัวอย่าง กองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้ง 100% เพื่อให้เห็นภาพการนำ ESG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดพอร์ตสมมุติว่า ท่านเป็นผู้จัดการกองทุนที่ลูกค้าต้องการลงทุนใน ‘Asia Equity Fund’ หรือ ‘หุ้นในทวีปเอเชีย’
ขั้นตอนแรกที่ผู้จัดการกองทุนทำ คือ คัดเลือกหุ้นที่เราสามารถลงทุนได้ เช่นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องเหมาะสม เราเรียกหุ้นที่เราสามารถลงทุนได้ว่า “universe” หุ้นเมื่อเราได้ universe ของหุ้นแล้วประเด็นทาง ESG ของหุ้นทุกตัวใน universe จะถูกนำมาวิเคราะห์ ปัญหาคือ เรามีหุ้นประมาณ 1,600 ตัวอยู่ใน universe ซึ่งการที่เราจะมาวิเคราะห์ ESG ของหุ้นทั้ง 1,600 ตัวนั้นใช้เวลามาก เราต้องการตัวช่วย นั่นคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้มี 2 ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่หนึ่ง คือ “Data automation” หรือ ระบบการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาโดยอัตโนมัติ ในหุ้น 1,600 ตัวเราใช้ฐานข้อมูลจากหลายแหล่ง
เช่น “MSCI S&P Global Sustainalytics” และฐานข้อมูลที่เป็นข่าวที่เกี่ยวกับหุ้นเหล่านี้ เนื่องจากเรามีหุ้นที่ต้องดูเป็นจำนวนมาก การดึงข้อมูลอัตโนมัติจึงมีความจำเป็นเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์ได้อย่างทันท่วงที
ขั้นตอนที่ 2 จะมีการใช้เทคโนโลยีจาก Data automation และ Artificial Intelligence เพื่อคำนวณคะแนน ESG คร่าวๆ ตามฐานข้อมูลที่เรามี แต่เนื่องจากข้อมูลไม่ได้สมบูรณ์ 100% เราจึงใช้ ESG analysts หรือนักวิเคราะห์ทาง ESG มาทำให้คะแนน ESG ของหุ้นแต่ละตัวให้มีความครบถ้วนและถูกต้องยิ่งขึ้นสิ่งที่ได้คือ คะแนนESG ของหุ้นแต่ละตัว เช่น A, B, C, D โดย A คือ ESG ดีที่สุด ซึ่งจะเป็น input สำหรับขั้นตอนถัดไป
ขั้นตอนที่ 3 คือ การคัดเลือกจากหุ้น 1,600 ตัว ให้เหลือหุ้นตามจำนวนที่เหมาะสมกับขนาดพอร์ตและความต้องการของลูกค้า เช่น หากผู้จัดการกองทุนวิเคราะห์ว่าจำนวนหุ้นที่เหมาะสมคือ 30 ตัว การคัดเหลือหุ้นในขั้นตอนนี้ใช้ได้หลายวิธีการ เช่นผู้จัดการกองทุนอาจใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Prediction models) ร่วมกับการใช้ปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค เพื่อหาหุ้นที่เหมาะสมที่สุดที่จะอยู่ใน Asia Equity Fund เพื่อหาหุ้นโดยประมาณ 60 ตัว ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้และคะแนนESG ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เช่น A และ B เท่านั้น เนื่องจากเราต้องการหุ้น 30 ตัว เราจึงต้องหาหุ้นที่มีความเหมาะสมมา 60 ตัวโดยประมาณ เพื่อทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อคัดเลือกหุ้นที่เราจะลงทุนในขึ้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 4 การเลือกในขั้นตอนนี้จะทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดในหุ้น 60 ตัวที่ได้รับการคัดเลือกจากขั้นตอนที่แล้ว โดยมีการใช้ ทีม ESG Analysts ส่งแบบสอบถาม หรือเข้าไปคุยกับผู้บริหารนำข้อมูลที่ได้มาปรับคะแนนESG ที่ทำมาแล้วที่ในขั้นตอนที่สองอีกรอบหนึ่งให้ถูกต้องมากขึ้น ในขั้นตอนนี้ เราจะทำการเลือกหุ้นอีกครั้งให้เหลือเพียง 30 ตัวสุดท้ายที่ได้รับการวิเคราะห์โดยละเอียดในทุกด้านมาสร้างเป็นพอร์ต
ในขั้นตอนที่ 5 เมื่อได้หุ้น 30 ตัวสุดท้าย เราจะนำหุ้น 30 ตัวนี้มาสร้างเป็น Asia Equity Fund เมื่อเราลงทุนในหุ้นแล้ว งานทาง ESG ยังไม่จบ เรายังคงต้องประเมินESG ของหุ้นแต่ละตัวใน Portfolio ของเราอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก คะแนนESG ของหุ้นแต่ละตัวจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น การเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ข้อพิพาทต่างๆ เช่น การใช้แรงงานผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้คะแนน ESG ลดลงได้
“เมื่อทุกท่านเห็นภาพการสร้าง portfolio ในภาพรวมแล้ว เราจะมาพูดถึงการวิเคราะห์ด้าน ESG ในภาพลึก โครงสร้างของการวิเคราะห์ ESG ประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา หรือ 3 pillar เสาแรก คือ สิ่งแวดล้อม เสาที่สองคือ สังคม และเสาที่สามคือ ธรรมาภิบาล”
ภาพในแต่ละเสาจะมีหัวข้อที่สำคัญในเสานั้นๆ ยกตัวอย่าง เช่น หัวข้อที่สำคัญทางสิ่งแวดล้อมคือ การจัดการขยะ และ การปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่สร้างปัญหาโลกร้อน หัวข้อที่สำคัญทางสังคม คือ ความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน ความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า และหัวข้อที่สำคัญทางธรรมาภิบาล คือ จริยธรรมทางธุรกิจและ การบริหารบริษัทอย่างถูกต้อง จ่ายภาษีถูกต้อง เปิดเผยครบถ้วน เป็นต้นซึ่งจะมีการให้น้ำหนักที่ไม่เหมือนกันตามความเหมาะสมของแต่ละอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แล้วเอาน้ำหนักดังกล่าวมาคำนวณเป็นคะแนน Weighted ESG score หรือ อาจเรียกว่า Compiled ESG score

“และจะมีการติดตามอยู่เสมอ โดยเมื่อ ESG analyst ได้รับการแจ้งเตือนถึงข่าว จะทำการปรับคะแนน ESG จะเรียกคะแนนที่เกิดจากประเด็นข้อพิพาทเหล่านี้ว่า Controversy Score ในแต่ละข่าว เราจะนำ Controversy score มาลบออกจาก Weighted ESG score ในขั้นที่แล้ว สุดท้ายจะเป็นคะแนน ESG ล่าสุดที่เราจะนำมาปรับพอร์ตการลงทุนจริงๆ เช่น หากเดิม หุ้นตัวนี้ได้ B และมีข้อพิพาทร้ายแรงทำให้คะแนนตกมา D เราอาจต้องพิจารณาขายหุ้นตัวนั้นออกไปจาก Portfolio เรา”
นักลงทุนทั่วไปที่ต้องสนใจ ESG จะเริ่มต้นอย่างไร
สำหรับนักลงทุนในหุ้นไทยทางเว็บไซต์ www.settrade.com ได้รวบรวม “คะแนนESG” จากแหล่งต่างๆ มาไว้ในหน้า ESG อย่างครบถ้วน ทำให้สะดวกต่อการหาข้อมูลและ “THIS” ที่มาจากคำว่า “Thailand Sustainability Investment” จัดโดย “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ที่ได้คัดเลือกหุ้นที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยต้องมีผลคะแนนจากการตอบแบบประเมินความยั่งยืนอย่างน้อย 50% ในแต่ละด้านของ ESG หรือ หุ้นที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของ “Dow Jones Sustainability Indices” ในปีล่าสุด มีบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อหุ้นยั่งยืน 124 บริษัท การเลือกลงทุนในบริษัทเหล่านี้ถือเป็นการเลือกลงทุนแบบ ESG ที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่ยาก
“สำหรับ ‘ตราสารหนี้’ โดยปกติบริษัทต่างๆ จะออกทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ดังนั้น การพิจารณาESG ในผู้ออกตราสารหนี้ (Debt Issuers) สามารถใช้หลักการและ วิธีการเช่นเดียวกับหุ้นได้แต่หากบริษัทต้องการออกตราสารหนี้เพื่อนำเงินไปใช้ในโปรเจคเฉพาะ เช่น หากบริษัทต้องการออกตราสารหนี้เพื่อนำเงินไปใช้ในโปรเจคเฉพาะทางด้านสิ่งแวดล้อม เราจะเรียก ‘green bond’ หากบริษัทต้องการออกตราสารหนี้เพื่อนำเงินไปใช้ในโปรเจ็กเฉพาะทางด้านสังคม เราจะเรียก ‘social bond’ หากบริษัทต้องการออกตราสารหนี้เพื่อนำเงินไปใช้ในโปรเจ็กเฉพาะที่เป็นผลดีทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านสังคม เราจะเรียก sustainability bond”
สำหรับนักลงทุนในตราสารหนี้ไทย ทางเว็บไซต์ www.thaibma.or.th ได้รวบรวม ESG –related bond ไว้ ทำให้สะดวกต่อการหาข้อมูล
“ESG Strategy” หรือวิธีที่กองทุนนำ ESG เข้ามาร่วมพิจารณาหลักทรัพย์ต่างๆที่กองทุนลงทุน และวิธีการคัดเลือกกองทุน
“การเลือกไม่ลงทุนในบางอุตสาหกรรม” หรือ “Negative/Exclusionary Screening” มี อัตราการเติบโตในหลังต่ำลงเนื่องจาก การทำ ESG ในช่วงหลังมีความละเอียดประณีตมากขึ้น ในช่วงแรกๆ การทำ ESG อาจเป็นการนำบาง industry ออกซึ่งเป็นวิธีที่นำไปปฏิบัติได้ง่าย แต่ จุดอ่อนคือหลายๆ asset managers มองว่า เราทำ ESG เพื่อให้เกิดผลกระทบที่ดีขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล เราต้องการให้บริษัทใส่ใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม พัฒนาสังคม และมีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น การนำทุกๆ บริษัทในทั้ง industry ออก จึงเป็นเหมือนการตัดโอกาสที่จะทำให้เราเข้าไปมีบทบาทร่วมกับบริษัท ในฐานะนักลงทุน
กลยุทธ์การลงทุน ESG แบบใดที่ได้ความนิยม
“Positive/ best-in-class screening” การลงทุนในบริษัทที่มี commitment และแสดงความพยายามในการลดโลกร้อนโดยไม่จำกัดอุตสาหกรรมการลงทุน เช่น เราอาจลงทุน บริษัท ในอุตสาหกรรมถ่านหินที่มีความพยายามในการกรองอากาศให้ดีขึ้น สำหรับลูกค้าบางรายที่มีความประสงค์จะลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อ ESG โดยตรง เช่น ลดโลกร้อน เรียกว่า sustainability themed investing
และ “impact investing” อีก strategy หนึ่งที่ เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ “ESG Integration” หรือ การนำ ESG เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลงทุน เช่น การคัดเลือกหุ้นหรือตราสารหนี้โดยหลักการ ESG การลงทุนในหุ้นที่ได้คะแนนESG สูง ในสัดส่วนที่มากขึ้น
“จะเห็นได้ว่า ESG strategy มีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา ในอนาคต เราน่าจะเห็น ESG strategy ใหม่ๆ ในการลงทุน ที่เป็นที่นิยม ดังนั้น ในฐานะผู้แนะนำการลงทุน เราจึงควรศึกษาว่า กองที่เราไปลงทุนใช้ ESG strategy แบบใด บางกองอาจใช้ มากกว่า หลายแบบรวมกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเปิดเผยอยู่ใน Fund Fact Sheet หรือ Fund Presentation ของกองทุน”
เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลการลงทุนอย่างยั่งยืนทางฝั่งยุโรป หรือ “SFDR”
สาเหตุที่หลายภูมิภาคในโลกให้ความสำคัญกับ “เกณฑ์ SFDR” นี้เนื่องจากทวีปยุโรปถือเป็นผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน เห็นได้จำนวนเงินที่ลงทุนใน “กองทุน ESG” ทำให้กฎเกณฑ์ของทาง “ฝั่งยุโรป” มักจะถูกใช้เป็นต้นแบบในภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก เกณฑ์ SFDR นี้เริ่มมีการบังคับใช้เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยให้แต่ละบลจ. แบ่งประเภทกองทุนออกเป็น 3 กลุ่มที่เป็นไปตาม Article หรือมาตรา 6, 8 หรือ 9 ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์การลงทุนนั้น
“โดยตาม ‘มาตรา 6’ หมายถึงทุกกองทุนจะมีการเปิดเผยข้อมูล ESG ในบางส่วน ในขณะที่กองทุนตามมาตรา 8 และ 9 จะต้องมีการแสดงข้อมูลในรายละเอียดเกี่ยวกับ ESG ที่มากกว่าให้ผู้ลงทุนรับทราบ ตาม Article 8 ถูกตีความว่าเป็นการนำเสนอกองทุนโดยในใช้ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมร่วมกับปัจจัยอื่น Article 9 นั้นมีลักษณะ เป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์มีการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยจะเป็นการลงทุนในบริษัทที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำตามแนวปฏิบัติธรรมาภิบาลที่ดี ฉะนั้นกองทุนตาม Article 9 นี้มักจะเป็นกองทุนกลุ่ม thematic หรือ Impact Fund ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักจะถูกเปิดเผยอยู่ใน Fund Fact Sheet หรือ Fund Presentation ของกองทุน”
ในแต่ละกองทุน สิ่งแรกที่เราควรจะดูคือ “คะแนน ESG” ในภาพรวม เช่น หากบลจ. มีการจัดประเภทกองทุนเป็น A B C D กองทุนนี้ได้ A หมายถึง ทางบลจ เลือกหุ้นและตราสารหนี้ที่จัดว่า มี positive impact หรือ ผลกระทบเชิงบวก กับสิ่งแวดล้อม สังคม ถ้ากองทุนที่เราเลือก ได้ D หมายถึง กองทุนนี้ อาจมีการคัดเลือกหุ้นและตราสารหนี้โดยไม่ใช่หลักเกณฑ์ทาง ESG
ต่อมา “ESG score coverage” หมายถึง ในกองทุนมีหุ้นหรือตราสารหนี้ที่ได้ ESG ในระดับ A กี่เปอร์เซนต์ B กี่เปอร์เซนต์ C กี่เปอร์เซนต์และ D กี่เปอร์เซนต์ ต่อมาคือ คะแนน ESG ของกองทุนเมื่อเทียบกับ Benchmark เช่น กองทุนตราสารหุ้นโลก มักใช้ Benchmark เป็น MSCI All Country World Index ใน บลจ. เปิดเผยว่า ทางกองทุนอาจจะได้ A ในขณะที่ Benchmark ได้ B ในส่วนนี้ กองทุนที่มีความเป็น Sustainable Investment ควรได้คะแนนมากกว่า Benchmark
“หากเรามองลึกลงมาจะว่า ESG ในระดับกองทุนคิดจากอะไร จะเป็นการรวมคะแนน ESG ในหุ้นที่กองทุนถือนั่นเอง โดยตัวอย่างของ มาตราวัดที metric สำคัญ ในส่วนของสิ่งแวดล้อมเช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการใช้พลังงาน การลดการใช้น้ำ การลดการปล่อยขยะเป็นต้น ในส่วนของสังคม เช่น การให้บทบาทการผู้หญิงในที่ทำงาน เช่น มีสัดส่วนของผู้หญิงในระดับบริหารกี่เปอร์เซนต์ ชำนวนชั่วโมงที่อบรมให้ความรู้กับพนักงาน และ ความปลอดภัยที่ในการทำงานในส่วนของธรรมาภิบาล จะเป็นในเรื่องของการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร การเสียภาษีอย่างถูกต้อง มีการเปิดเผยการจ่ายคำตอบแทนผู้บริหาร การมีนโยบายเพื่อป้องกันการติดสินบน”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “บลจ.ยูโอบี” เล็งเห็นว่าทิศทางการลงทุนหุ้นกลุ่มที่มี “แนวคิด ESG” เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนมีความตื่นตัวและสนใจลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว และบทความนี้จะเป็นภาพรวมเบื้องต้นในการเข้าลงทุนกลุ่มธุรกิจ ESG ซึ่งทาง “บลจ.ยูโอบี” ได้ตระหนักถึงการลงทุน เชื่อว่าจะเข้ามามีบทบาทเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ในการลงทุนเพื่อความยั่งยืน
