Official Update :

“กองทุน Money Market” หลุมหลบภัยช่วง “ตลาดผันผวน”... ตั้งรับพิทักษ์เงินลงทุน “สภาพคล่องดี-ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก” รอ “โอกาสลงทุน” !!!

ลายแทงกองทุน: ปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” ปรับตัวลงมาแล้ว -18.84% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,135 จุด แต่นักลงทุนบางกลุ่มก็ยังแนะให้ลดน้ำหนักการลงทุนและถือครอง “เงินสด” เพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากตลาดขาลงและรอจังหวะโอกาสในการลงทุน


ล่าสุดทาง Goldman Sachs” ออกมาซ้ำเติมอีกระลอกหั่นเป้าดัชนีปีนี้เหลือ 1,180 จุด จากเดิม 1,250 จุด พร้อมลดน้ำหนักหุ้นไทยเป็น Underweight” ยิ่งทำให้ภาพตลาดหุ้นไทยดูไม่ดีนัก


ส่วนใครจะหันไปถือครอง “เงินสด” เพื่อรอจังหวะลงทุนนั้น อีกทางเลือกที่น่าสนใจกว่าก็คือ “กองทุนตราสารตลาดเงิน” (Money Market) ที่มีสภาพคล่องสูง และยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า “เงินสด/เงินฝากออมทรัพย์” อีกด้วย


ปีนี้ กองทุนกลุ่ม Money Market” ตามนิยามของ Morningstar” ให้ผลตอบแทนเป็น “บวก” ทั้งหมดเฉลี่ย +0.75% (ดีสุด +0.97%, ต่ำสุด +0.40%)


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในกลุ่ม Money Market ที่น่าสนใจมาฝากกัน


เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "
Money Market"…หลุมหลบภัยยาม "ตลาดผันผวนสูง"-รอ "โอกาสลงทุน"

สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” 1 กอง และ “กองตราสารตลาดเงิน” อีก 3 กอง แต่ทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่ม Money Market” ของทาง Morningstar” เหมือนกัน


ประกอบด้วย

- K-SF-A: กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น ชนิดผู้ลงทุนทั่วไปของบลจ.กสิกรไทย เป็นกองทุนในกลุ่ม Short Term General Bond” ความเสี่ยงระดับ 4 (ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่เน้นลงทุน ตราสารหนี้" ทั้งในและต่างประเทศ อายุเฉลี่ย (Portfolio Duration) ไม่เกิน 1 ปี โดยลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 50% ของ NAV ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นซึ่งอยู่ภายใต้การการบริหารจัดการได้ไม่เกิน 60% ของ NAV


สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 เม.ย. 25) มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ 4.56 เดือน มี Yield to Maturity 1.98% ต่อปี


โดย 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) ไทย 62.30%, 2) จีน 20.42%, 3) มาเลเซีย 5.57%, 4) กาตาร์ 3.84% และ 5) เกาหลีใต้ 3.75%


“ส่วน 5 ตราสารที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) ธ.แห่งประเทศไทย 40.63%, 2) ก.การคลัง 8.24%, 3) China Construction Bank Corporation 6.71%, 4) Agricultural Bank Of China 4.59% และ 5) CIMB Bank Bhd 4.39% ตามลำดับ”



- ถัดมาเป็น SCBMONEY(A): กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ตราสารตลาดเงิน ชนิดสะสมมูลค่าของบลจ.ไทยพาณิชย์ เป็นกองทุนในกลุ่ม Money Market General” ความเสี่ยงระดับ 1 (เสี่ยงต่ำ) ที่เน้นลงทุน “เงินฝาก/ตราสารหนี้" แต่ไม่รวมถึงเงินฝากอิสลาม ที่มีกำหนดชำระหนี้คืนไม่เกิน 397 วัน นับแต่วันที่ลงทุน โดยอายุเฉลี่ย (Portfolio Duration) ณ ขณะใดๆ ไม่เกิน 92 วัน โดยกองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมภายใต้การจัดการของบริษัทได้ไม่เกิน 100% ของ NAV


สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 เม.ย. 25) มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ 2 เดือน 8 วัน มี Yield to Maturity 2.00% ต่อปี


โดย 3 สินทรัพย์ที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) ตราสารหนี้เอกชน 51.92%, 2) พันธบัตรรัฐบาล/ธปท./รสก. 47.73% และ 3) เงินฝาก 3.55%


“ส่วน 5 ตราสารที่ลงทุนมากสุดตามผู้ออก ได้แก่ 1) ธ.แห่งประเทศไทย 47.73%, 2) บจ.น้ำตาลมิตรผล 7.37%, 3) บมจ.บางจาก ศรีราชา 7.37%, 4) บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร 7.29% และ 5) บมจ.เบทาโกร 6.31% ตามลำดับ”


มาต่อกันด้วย ES-CASH: กองทุนเปิดอีสท์สปริง บริหารเงินของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม Money Market General” ความเสี่ยงระดับ 1 (เสี่ยงต่ำ) ที่เน้นลงทุน เงินฝาก/ตราสารหนี้" ที่มีกำหนดวันชำระหนี้เมื่อทวงถามไม่เกิน 397 วัน นับตั้งแต่วันที่ลงทุน โดยกำหนดอายุเฉลี่ย (Portfolio Duration)  ณ ขณะใดๆ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 92 วัน


สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 เม.ย. 25) มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ 1 เดือน 22 วัน มี Yield to Maturity 1.81% ต่อปี


โดย 4 สินทรัพย์ที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) พันธบัตร 58.65%, 2) ตั๋วแลกเงิน+ตั๋วสัญญาใช้เงิน 37.21%, 3) เงินฝากและอื่นๆ 2.40% และ 4) ตั๋วเงินคลัง 1.73%


“ส่วน 5 ตราสารที่ลงทุนมากสุดตามผู้ออก ได้แก่ 1) ธ.แห่งประเทศไทย 58.65%, 2) บมจ.ทุนธนชาต 4.90%, 3) บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร 4.76%, 4) บมจ.ซีพีเอฟ (ปทท.) 4.74% และ 5) บมจ.ราชธานีลิสซิ่ง 4.65% ตามลำดับ”



-  ปิดท้ายกันด้วย TCMF: กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไปของบลจ.ยูโอบี เป็นกองทุนในกลุ่ม Money Market General” ความเสี่ยงระดับ 1 (เสี่ยงต่ำ) ที่เน้นลงทุน “ตราสารหนี้" ทั้งภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก


สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 เม.ย. 25) มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ 1 เดือน 13 วัน มี Yield to Maturity 1.90% ต่อปี


โดยสินทรัพย์ที่ลงทุนมากสุดจะอยู่ใน 2 สินทรัพย์ ประกอบด้วย 1) พันธบัตรรัฐบาลและที่มีรัฐบาลค้ำประกัน 74.86% และ  2) เงินฝาก/บัตรเงินฝาก/ตั๋วสัญญาใช้เงิน/ตั๋วแลกเงินที่บริษัทเอกชนออกตรงหรือธนาคารอาวัล 21.29%


“ส่วน 5 ตราสารที่ลงทุนมากสุดตามผู้ออก ได้แก่ 1) ธ.แห่งประเทศไทย 74.86%, 2) บมจ.ธนาคารกรุงไทย 8.19%, 3) บมจ.ซีพีเอฟ (ปทท.) 5.29%, 4) บมจ.ธนาคารกรุงเทพ 3.44% และ 5) บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 2.16% ตามลำดับ”


ในยามตลาดผันผวนจากความไม่แน่นอนของ “ภาษี Trump” ที่ยังไม่มีความชัดเจน ตลอดจน “หุ้นไทย” เองก็ยังดูไม่น่าสนใจไร้เสน่ห์ การปกป้องเงินลงทุนเพื่อรอจังหวะโอกาสลงทุนอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการจะไปมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในภาวะเช่นนี้ เชื่อว่ากลุ่ม “กองตราสารตลาดเงิน” (Money Market) น่าจะเป็น “หลุมหลบภัย” ที่ใช้พักเงินและรอโอกาสลงทุนครั้งใหม่ได้เป็นอย่างดี


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’