“กองตราสารหนี้โลก” โอกาสทองการลงทุน... “เพิ่มผลตอบแทน-ไม่เพิ่มความเสี่ยง” รับอานิสงส์ “ดอกเบี้ยขาลง” !!!
สาระ Fund วันละนิด: “ตราสารหนี้โลก” เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้แนะนำกันมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รับวัฏจักร “ดอกเบี้ยขาลง” ที่มาถึง แต่ในแง่ของผลตอบแทนอาจจะดูไม่โดดเด่นเท่าไรนัก จน “กองตราสารหนี้ไทย” กลับสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าไปซะงั้น
เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐค่อนข้างแข็งแกร่ง เงินเฟ้อก็ไม่ลงง่าย ทำให้ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่เคยคาดหมายกันไว้เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ทาง “PIMCO” มองว่าในช่วงที่เหลือของปี25 นี้ คาดว่า “Fed” จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง เริ่มต้นที่เดือนก.ย. นี้เลย และจะลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 3 ครั้งในปี26 นี่จึงเป็น “โอกาสทอง” ของการลงทุนใน “ตราสารหนี้โลก” อย่างแท้จริง
และน่าจะได้เห็นผลงานของ “กองตราสารหนี้โลก” กลับมา Outperform “กองตราสารหนี้ไทย” ได้หลังจากนี้
ทำไม “ตราสารหนี้โลก” จึงน่าสนใจและควรเพิ่มน้ำหนักขึ้นในพอร์ตการลงทุน ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน

“PIMCO” ชี้โอกาสทองในการลงทุน “ตราสารหนี้โลก” รับ “ดอกเบี้ยขาลง”
โดย “Lily Feng” Vice President, Product Strategist, PIMCO บอกว่า แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคยังคงมีความ ท้าทาย แต่ตลาดตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกยังคงมีผลตอบแทนที่สูงขึ้นและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ของประเทศที่พัฒนาแล้วยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่นักลงทุนให้ความสนใจ ทั้งนี้การปรับตัวลดลงของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและส่วนต่างเครดิต (credit spreads) ที่แคบลงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตราสารหนี้คุณภาพสูง นอกจากนี้ PIMCO ยังคาดการณ์ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเริ่มลดลงในบางภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และราคาพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้หลายกลุ่มเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ และในช่วงเวลาตลาดผันผวนการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก ช่วยลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงดอกเบี้ยขาลง

(Lily Feng)
“ปัจจุบันเป็นโอกาสทองของการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้โลก’ จากแนวโน้ม ‘ดอกเบี้ยขาลง’ ทำให้ได้รับทั้ง ‘Yield’ ที่สูง และ ‘กำไรจากราคา’ ที่สูงขึ้น โดยสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยความเสี่ยงไม่ต่างไปจากเดิมแต่ประการใด”
โอกาส “เพิ่มผลตอบแทน” แต่ “ไม่เพิ่มความเสี่ยง”
บริบทการลงทุนใน “ตราสารหนี้โลก” ในปัจจุบัน สามารถสร้าง “ผลตอบแทนที่ดี” โดยที่ “ไม่เพิ่มความเสี่ยง” แต่ประการใด “ตราสารหนี้คุณภาพดี” (Quality Grade) ให้ผลตอบแทนสูง ไม่เสี่ยงมาก ในขณะที่ราคาไม่แพง “High Yield” มีความเปราะบาง Upside จำกัด Downside เปิด ราคาค่อนข้างแพง เราจึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยความเสี่ยงไม่แตกต่างจากเดิมได้
ตัวอย่าง: “Agency MBS” ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง หากมีปัญหารัฐพร้อมจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้ มี Credit Spread ประมาณ 1.5% สูงกว่า “IG Corporate” เรทติ้ง A อยู่ที่ 0.8-0.9% ซึ่งจะเห็นว่า “Agency MBS” ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในขณะที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่ำกว่า เป็นต้น

ทั้งนี้ ยังพบว่า การเริ่มต้นลงทุนใน “Bond Yield” ที่มี Yield ที่สูงนั้น มีความสัมพันธ์กับ “ผลตอบแทนคาดหวัง” ในช่วง 5 ปี ข้างหน้าสูงถึง 94% ดังนั้น การเข้าลงทุนใน “ตราสารหนี้โลก” ที่ให้ Yield สูงในปัจจุบันจึงมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนคาดหวังในช่วง 5 ปี ข้างหน้าจากนี้ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี25 นี้ “Fed” จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง เริ่มต้นที่เดือนก.ย. นี้เลย และจะลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 3 ครั้งในปี26
สำหรับ กองทุน “PIMCO GIS Income Fund” เข้าถึงโอกาสการลงทุนในตลาดตราสารหนี้มูลค่ากว่า 156 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก ด้วยกระบวนการคัดสรรสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพจึงมีศักยภาพในการเติบโตและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้กับกองทุน โดยอัตราผลตอบแทนจากการถือครองเฉลี่ยของหลักทรัพย์ในพอร์ตอยู่ที่ 6.51% (ข้อมูล ณ ก.ค. 25)
“ปีนี้ ‘PIMCO GIS Income Fund’ มีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน ‘Quality Grade’ เพิ่มขึ้นและลดสัดส่วนของกลุ่ม ‘High Yield’ ลง โดยวางอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตเฉลี่ยประมาณ 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ให้อัตราผลตอบแทนดีสุด เพราะตราสารหนี้ระยะสั้น 2 – 5 ปี จะเคลื่อนไหวตามดอกเบี้ยนโยบายได้ดี ในขณะที่ตราสารหนี้ระยะยาวอาจจะปรับตัวลงได้ไม่มากนัก รวมถึงการมองหาโอกาสลงทุนในตราสารหนี้ประเทศที่มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยได้ดี เช่น อังกฤษ และออสเตรเลีย เป็นต้น”
คาด “กองตราสารหนี้โลก” จากนี้จะกลับมา Outperform กลุ่ม “กองตราสารหนี้ไทย”
เช่นเดียวกับ “เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี ที่มองว่า ตลาดมีการคาดการณ์ว่า “Fed” อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปีนี้ และมีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับลงไปอยู่ที่ 3.0% ภายในสิ้นปี26 สำหรับกลยุทธ์การลงทุนที่ได้รับความนิยมในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยขาลงและตลาดมีความผันผวน คือการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้คุณภาพสูง เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ดังนั้นการเพิ่มสัดส่วนของตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกเข้าไปในพอร์ตจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ซึ่งเราจะแนะนำกองทุนที่มีการกระจายลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภททั่วโลก พร้อมกับปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่นเพื่อจัดการความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง

(เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์)
“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ‘US 10Y’ Yield ไม่ไปไหนประมาณ 4.2% แต่มีความผันผวน แต่กองทุน ‘PIMCO GIS Income’ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 18.5% ดังนั้นในช่วงดอกเบี้ยขาลงการเพิ่มสัดส่วน ‘กองทุนตราสารหนี้โลก’ คุณภาพสูงเข้าไปในพอร์ต จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ และจากนี้ไปน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่ากลุ่ม ‘กองตราสารหนี้ไทย’ ด้วยเช่นกัน”
ในช่วงที่ผ่านมา “ค่าเงินบาท” แข็งค่า จนถึงปัจจุบันโอกาสจะแข็งไปกว่านี้มีไม่มาก และทิศทางจากนี้ไปมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงด้วย ดังนั้น การลงทุนใน “กองตราสารหนี้โลก” สกลุเงินดอลลาร์ ถือไป 2 – 3 ปี จากนี้ก็มีโอกาสจะได้กำไรส่วนเพิ่มจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม “ความเสี่ยง” ก็มีเช่นกัน หาก “Fed” ไม่ได้ลดดอกเบี้ยลง หรือต้องหยุดลดดอกเบี้ย หาก “เงินเฟ้อ” ออกมาสูงเกินกว่า 3.2% ตรงนั้น “Fed” อาจจะพิจารณาการปรับลดดอกเบี้ย ทำให้ Yield กระตุกได้ แต่มองว่าด้วยเศรษฐกิจปัจจุบันหากเกิดขึ้นจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ที่เพียงชะลอการลดดอกเบี้ยให้ชะลอตัวออกไปเท่านั้นเอง
ใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนที่ช่วย “เพิ่มผลตอบแทน” ให้ดีขึ้น ในขณะที่ “ความเสี่ยงไม่เพิ่มขึ้น” นั้น กลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้โลก” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี รับเทรนด์ “ดอกเบี้ยขาลง” ที่กำลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
