Official Update :

ชูกลยุทธ์ “Asset Allocation” กระจายใน “สินทรัพย์ตปท.” ที่หลากหลาย... ฝ่า “ตลาดผันผวน” เพิ่มโอกาส “สร้างผลตอบแทน” ในทุกภาวะตลาด !!!

ลายแทงกองทุน: ในภาวะที่ตลาดการลงทุนโลกผันผวนสูง กลุ่มกองทุน “กองทุนผสมต่างประเทศ” (Foreign Investment Allocation) เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี


ด้วยกลยุทธ์ที่มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายในต่างประเทศ ช่วยลดความเสี่ยงและช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในทุกภาวะตลาด แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ช่วยให้ผลตอบแทนระยะยาวมีความสม่ำเสมอ


อาจจะไม่ใช้ผลตอบแทนที่ “ดีสุด” แต่ในทางตรงข้ามก็จะ “ไม่แย่สุด” ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญไม่ต้องไปเสียเวลาจับจังหวะการลงทุนให้ปวดหัว เพราะถ้าพอใจกลยุทธ์นี้ เจอกองทุนที่ใช่ จะตลาดแบบไหน ก็สามารถลงทุนได้ทันที


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม Foreign Investment Allocation ที่น่าสนใจมาฝากกัน


เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "
Foreign Investment Allocation"…กระจายลงทุน "สินทรัพย์ตปท." รับตลาดผันผวน       

สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น Feeder Fund 3 กอง และ Fund of Funds อีก 1 กอง ที่มีจุดเด่นที่ต่างกันออกไป โดย “กระจายลงทุนต่างประเทศ” ที่แตกต่างกันออกไป ประกอบด้วย

- ES-GAINCOME-A: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income ชนิดสะสมมูลค่าของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม Foreign Investment Allocation” ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้น “กระจายลงทุน” และมีการลงทุนแบบยืดหยุ่นในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ทั่วโลกที่สร้างรายได้ รวมถึงตลาดในประเทศกำลังพัฒนา ผ่านกองทุนหลัก ‘AMUNDI FUNDS INCOME OPPORTUNITIES (Class I2 USD)’ ที่บริหารจัดการโดย Amundi Luxembourg S.A.


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 31 ส.ค. 25) มีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลักที่สำคัญ ประกอบด้วย

  • Bonds 29.72%

  • Equities 27.88%

  • Equity Linked Notes 19.68%


“โดย 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) North America 25.83%, 2) EMU (European Monetary Union) 8.60%, 3) Emerging Countries 3.80%, 4) Japan 1.55% และ 5) Asia ex-Japan 1.22% ตามลำดับ”


- ถัดมาเป็น UEMIF: กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต อินคัม ฟันด์” ของบลจ.ยูโอบี เป็นกองทุนในกลุ่ม Foreign Investment Allocation” ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้น “กระจายลงทุน” เพิ่มโอกาสเติบโตไปกับการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) ที่ได้รับผลบวกจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ผ่านการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในทุกจังหวะการลงทุน ผ่านกองทุนหลัก ‘AB SICAV I - Emerging Markets Multi-Asset Portfolio (Class S1 USD)’ ที่บริหารจัดการโดย Alliance Bernstein (Luxembourg) S.à r.l


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 31 ก.ค. 25) มีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่สำคัญ ประกอบด้วย

1) Emerging Markets - Equity                     61.06%

2) Emerging Markets - Hard Currency          33.31%

3) Emerging Markets - Corporate Bonds       4.01%

4) Emerging Markets - Local Currency         1.62%


“โดย 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) China 20.31%, 2) Taiwan 10.29%, 3) India 8.95%, 4) South Korea 8.79% และ 5) Brazil 6.38% ตามลำดับ”


- มาต่อกันด้วย SCBWINA: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ เวิลด์อินคัม (ชนิดสะสมมูลค่า)ของบลจ.ไทยพาณิชย์ เป็นกองทุนในกลุ่ม Foreign Investment Allocation” ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้น “กระจายลงทุน” ในตราสารทุน ตราสารหนี้ หน่วยลงทุนของกองทุน เงินฝากและตราสารตลาดเงินทั่วโลก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ระหว่างทางและการเติบโตของเงินลงทุนระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘BGF Global Multi-Asset Income Fund (Class I2 USD)’ ที่บริหารจัดการโดย BlackRock (Luxembourg) S.A.


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 31 ส.ค. 25) มีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลักๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วย

1) US Fixed Income 42.49%

2) US Equity 31.07%

3) Non-US Fixed Income 13.20

4) Non-US Equity 10.54 


“โดย 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) North America 75.89%, 2) Europe 15.44%, 3) Emerging Markets 3.64%, 4) Japan 1.34% และ 5) Asia Pacific ex Japan 0.97% ตามลำดับ”



-  ปิดท้ายกันด้วย AIA-GAA: กองทุนเปิด เอไอเอ โกลบอล แอกเกรสซีฟ อโลเคชั่น ฟันด์ของบลจ.เอไอเอ เป็นกองทุนในกลุ่ม Foreign Investment Allocation” ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้น “กระจายลงทุน” ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือ กองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และ/หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ และ/หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป


สำหรับ 5 กองทุนที่ลงทุนมากสุด (ณ 31 ก.ค. 25) ประกอบด้วย

1) AIA Diversified Fixed Income Fund Class Z USD 37.07%

2) AIA Global Select Equity Fund Class Z USD 22.85%

3) AIA New Multinationals Fund Class Z USD 16.56%

4) AIA Global Multi-Factor Equity Fund Class Z US 10.14%

5) JPMorgan ETFs (Ireland) ICAV - Global Research Enhanced Index Equity (ESG) UCITS ETF 4.80%


ในยุคที่ตลาดการลงทุนมี “ความผันผวนสูง” แต่ก็มีโอกาสในการลงทุนที่แฝงอยู่เสมอ เพราะวงจรของแต่ละสินทรัพย์ก็มีช่วงจังหวะที่ “ดี-ไม่ดี” แตกต่างกันไป สำคัญคือ การลงทุนอย่างต่อเนื่อง “Stay Invest” เพื่อไม่ให้พลาดทุกโอกาสลงทุน ด้วยกลยุทธ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการลงทุนอย่าง “Asset Allocation” นั่นเอง สำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากปวดหัวกับภาวะตลาดที่ผันผวนรายวัน เชื่อว่ากองทุนกลุ่ม “Foreign Investment Allocation” จะเป็นทางเลือกที่เติมเต็มพอร์ตหลักให้ได้เป็นอย่างดี


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’