ชู “หุ้นสหรัฐ” และ “ตราสารหนี้โลก” โดดเด่นรับ “ดอกเบี้ยขาลง”... มองยัง “ห่างไกลวิกฤติ-ฟองสบู่” พร้อมมอง “หุ้นไทย” ปีนี้มีโอกาสทะยานแตะ 1,400 จุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาส่องทิศทางการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายปีกัน จากแนวโน้ม “ดอกเบี้ยขาลง” ของสหรัฐยังเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนทั้งใน “ตราสารหนี้” และ “หุ้น” ในภาพรวม
แม้บางกระแสจะมีความกังวลในเรื่อง “วิกฤติหนี้” (Debt Crisis) ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่” ในตลาดสหรัฐ
แต่ทาง “บลจ.ยูโอบี” ยังคงมีมุมองเชิงบวกต่อการลงทุนใน “ตราสารหนี้” และ “หุ้นสหรัฐ” โดยมีปัจจัยบวกจากแนวโน้ม “ดอกเบี้ยขาลง” และเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงเติบโตได้แม้มีสัญญาณชะลอตัวลง ที่สำคัญนวัตกรรมด้าน “เทคโนโลยี” และ “AI” ยังเป็นหัวใจสำคัญที่เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐต่อไปได้
มองเป็น “โอกาสลงทุน” รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลงมากกว่าที่จะเป็น “วิกฤติ”
และในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทิศทางการลงทุนจะเป็นเช่นไรนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากทาง “บลจ.ยูโอบี” มาอัปเดตให้ฟังกัน
“ตราสารหนี้” & “หุ้นสหรัฐ” ยังโดดเด่นรับ “ดอกเบี้ยขาลง”...ยังห่างไกล “วิกฤติ-ฟองสบู่”
โดย “ณัฐพล จันทร์สิวานนท์” กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี บอกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ภายหลังตัวเลขภาษีนำเข้าที่ประเทศสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงกับประเทศต่างๆ ออกมาน้อยกว่าที่ประกาศไว้เดิมกว่าครึ่งนึง รวมถึงผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้มาก สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (Soft landing) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการคลัง (The One Big Beautiful Bill) และแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) เพื่อลดความเสี่ยงของการชะลอตัวในตลาดแรงงาน ในขณะที่ผลกำไรของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่สหรัฐยังคงแข็งแกร่งจากการลงทุนใน Generative AI ดังนั้น “หุ้นสหรัฐ” จะยังคงมีความน่าสนใจ แม้ว่าจะมีมูลค่าที่แพงกว่าภูมิภาคอื่น แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตได้ ด้วยพื้นฐานที่รองรับทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังไปต่อได้และ “ไม่ใช่ฟองสบู่” แต่ประการใด

“เศรษฐกิจสหรัฐยังโตได้แม้จะชะลอตัวลง ดังนั้นเรื่อง ‘วิกฤติหนี้’ ยังไม่น่ากังวล ในทางตรงข้ามแนวโน้ม ‘ดอกเบี้ยขาลง’ กลับเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเน้นเรื่องคุณภาพในกลุ่มพันธบตรและยืดอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนให้ยาวขึ้น คาดปีนี้ ‘Fed’ ลดดอกเบี้ยปีนี้ 3 ครั้ง และปีหน้าอีก 2 – 3 ครั้ง สู่เป้าหมาย 3.00 – 3.25% อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาดู ‘เงินเฟ้อ’ จากผลกระทบมาตรการ ‘ภาษี Trump’ ที่น่าจะเห็นชัดในช่วงไตรมาสที่4/25 และ 1/26 อย่างไรก็ตามยังมองว่าถึงเงินเฟ้อจะกลับมาก็จะเป็นปัจจัยชั่วคราว และหากตลาดปรับตัวลงในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นจังหวะในการลงทุนทั้ง ‘ตราสารหนี้’ และ ‘หุ้น’ เช่นเดียวกัน”
คาด “หุ้นไทย” สิ้นปีอยู่ในกรอบ 1,350 – 1,400 จุด…ส่วน “แบงก์ชาติ” จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งปีนี้ และอีก 1 – 2 ครั้งในปีหน้า
สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตได้ 1.8 – 2.0% ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาด “แบงก์ชาติ” จะปรับลดลงอีก 0.25% เหลือ 1.25% ภายในสิ้นปีนี้ และอาจปรับลดลงอีก 1-2 ครั้งในปีหน้า ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วง 0.75 - 1.00% ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนใน “กองทุนตราสารหนี้ไทย” โดยเน้นเรื่องคุณภาพกลุ่มพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ
ด้าน “ตลาดหุ้นไทย” คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังนโยบายภาษีของสหรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการลงทุนภาครัฐ และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคับประคองการเติบโตภายในประเทศ ผสานกับนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องติดตาม เช่น ระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต้องใช้เวลา
“บริษัทคาด ‘หุ้นไทย’ จะปิดสิ้นปีนี้ในกรอบ 1,350 – 1,400 จุด ได้ โดยเน้นหุ้นใหญ่ในดัชนี SET50 ซึ่งเป็นหุ้นใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ โดยกลุ่มที่น่าสนใจจะเป็นพลังงานและพาณิชย์ เป็นต้น”
แนะ “Asset Allocation” ตอบโจทย์ลงทุน...พร้อมแนะ “กองทุนเด่น” แบ่งตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง
โดย “กุลฉัตร จันทวิมล” กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี แนะนำว่า การ “จัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมยังเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในเรื่องของการลงทุน โดยบริษัทมี “กองทุนเด่น” ที่แบ่งตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของผู้ลงทุน ดังนี้

1.เพื่อบริหารสภาพคล่องหรือต้องการลงทุนในระหว่างรอจังหวะการลงทุน ได้แก่ TCMF-M, TCMF-I, UIDPLUS และ TFIF
2.เพื่อกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก และรับความผันผวนได้ปานกลาง ได้แก่ UGIS-N และ UGISFX-N
3.เพื่อโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และรับความผันผวนได้ปานกลาง ได้แก่ UIFT-N, UGFT-M, UUSA-M และ UUSTECH
4.สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในระยะกลาง-ยาว ในหุ้นกลุ่มคุณภาพดีและเติบโตสูง ได้แก่ UGD และ UGEAR
5.โอกาสการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยง ได้แก่ UINFRA-N และ UOBSG-H

“นอกจากนี้ บริษัทยังมีทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Solution ในการลงทุนเฉพาะทาง ได้แก่ 1) USD Fund Solution กองทุนรวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) สำหรับนักลงทุนไทย เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องใช้เงินดอลลาร์ เช่น ค่าเทอมลูก หรือทำธุรกิจที่ต้องใช้เงินดอลลาร์ในการทำธุรกิจ เป็นต้น กองทุนกลุ่มนี้ ได้แก่ Term Fund-USD, USDAILY-USD และ UGIS-USD 2) Private Asset Solution รองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว เป็นสินทรัพย์นอกตลาดตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง ไม่ได้ขายให้รายย่อยทั่วไป ได้แก่ UPD-UI-N และ UPINFRA-UI-N”
ทั้งนี้ ทาง “บลจ.ยูโอบี” ยังแนะนำกระจายการลงทุนในต่างประเทศโดยเรามีมุมมองเชิงบวกต่อ “หุ้นสหรัฐ” และ “ตราสารหนี้” เนื่องจากนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐรวมถึงประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง เราจึงมีมุมมองลงทุนในตราสารหนี้โดยเน้นกลยุทธ์เพิ่มอายุตราสารประกอบกับการคัดเลือกเครดิตอย่างระมัดระวังในการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเช่นนี้
ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
