“ตุลา-ปีมะเส็ง” ลุยหุ้นแบบเซฟๆ สร้างผลตอบแทนแบบชิลๆ… “หุ้นผันผวนต่ำโลก” รับมือตลาดผันผวน “หุ้นปันผลสูงไทย” ฝ่าศก.โตช้า-หุ้นไม่ไปไหน !!!
ลายแทงกองทุน: จะลงทุนอะไรดี? เมื่อเศรษฐกิจโลกโตช้า !!!
ล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.0% และ 3.1% ในปีนี้และปีหน้าตามลำดับ ที่สำคัญ ตลาดการลงทุนยังเต็มไปด้วย “ความผันผวน” ที่ดูจะไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่ประการใด
กลยุทธ์การลงทุนในหุ้น “ผันผวนต่ำ” (Low Volatility) จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้พอร์ตโดยรวมผันผวนน้อยกว่าตลาด ลงๆ น้อยกว่า เมื่อขึ้นก็ขึ้นน้อยกว่าเช่นกัน แต่เมื่อตลาดแย่ไม่ลงมาก ยามฟื้นตัวแม้บวกไม่มากก็ไม่เป็นไร ประมาณนั้น
ส่วนเศรษฐกิจไทยเองอาการหนักน่าจะโตต่ำกว่าเศรษฐกิจโลกด้วย
เศรษฐกิจโตช้า กำไรก็โตต่ำ ตลาดหุ้นก็ยากจะไปไหนได้ไกล และคงต้องเลือกกันมากขึ้น ธีม “หุ้นปันผลสูง” ซึ่งถือเป็น “จุดเด่น” ของตลาหุ้นไทย จึงเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดี
พอร์ตโดยรวมจะจ่ายปันผลที่สูงกว่าปันผลของตลาดได้และสม่ำเสมอ แม้ตลาดหุ้นไทยราคาอาจจะยังไม่ไปไหนไกลก็ตาม
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” ตุลา-ปีมะเส็ง กับ 2 ธีมที่น่าสนใจ “หุ้นผันผวนต่ำทั่วโลก” และ “หุ้นปันผลสูงไทย” มาฝากกัน
“ES-LOVE” ลุย "หุ้นทั่วโลก" ผันผวนต่ำ-ฝ่าตลาดผันผวน
มาเริ่มกันที่ “ES-LOVE: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Low Volatility Equity” ของบลจ.อีสท์สปริง ที่เน้นลงทุน "หุ้นทั่วโลก" เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งจากการเติบโตของเงินทุนและรายได้ให้เทียบเท่าตลาดตราสารทุนทั่วโลกแต่มี “ความผันผวนที่ตํ่า” ผ่านกองทุนหลัก ‘Eastspring Investments Global Low Volatility Equity Fund (Class C USD)” ที่บริหารจัดการโดย Eastspring Investments (Luxembourg) S.A.
ตั้งแต่วันจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 66 กองทุนมีความผันผวนเฉลี่ย 8.32% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 8.48% ต่อปี)

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ส.ค. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
Information technology 20.9%
-
Health care 14.7%
-
Consumer staples 11.0%
-
Financials 10.3%
-
Utilities 8.8%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 ตัวแรก ได้แก่ 1) RTX CORP 2.0%, 2) JOHNSON & JOHNSON 1.8%, 3) CENCORA INC 1.7%, 4) MICROSOFT CORPORATION 1.7% และ 5) MCDONALDS CORPORATION 1.6% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘ES-LOVE’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -8.54%
“KT-HiDiv-D” เฟ้น "หุ้นปันผลสูง" ทางเลือกที่ตอบโจทย์
สลับมาที่ “KT-HiDiv-D: กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (ชนิดจ่ายเงินปันผล)” ของบลจ.กรุงไทย ที่เน้นลงทุน "หุ้นไทย" ที่พื้นฐานดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดี สมํ่าเสมอและมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต โดยปันผลเฉลี่ยของพอร์ตจะสูงกว่าตลาดมากกว่า 1%
ทั้งนี้กองทุนมีนโยบาย “จ่ายปันผล” ไม่เกินปีละ 12 ครั้ง ช่วยสร้างกระแสรายได้ระหว่างที่ลงทุน ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาจ่ายมาแล้ว 12 ครั้ง เป็นเงินรวม 3.65 บาท/หน่วย

สำหรับหน้าตาของพอร์ต (ณ วันที่ 29 ส.ค. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
ธุรกิจการเงิน 39.21%
-
ทรัพยากร 25.34%
-
บริการ 10.85%
-
อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 8.76%
-
เทคโนโลยี 6.54%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 ตัวแรก ได้แก่ 1) KBANK 8.36%, 2) KTB 8.14%, 3) PTTEP 8.04%, 4) SCB 7.06% และ 5) PTT 7.01% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘KT-HiDiv-D’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -19.04%
“SCBLEQA” ลุย "หุ้นทั่วโลก" คุณภาพดี-ความผันผวนต่ำ
ถัดมาเป็น “SCBLEQA: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น LOW VOLATILITY(ชนิดสะสมมูลค่า)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นทั่วโลก" ที่โดยพื้นฐานมีความผันผวนคาดการณ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโดยรวม ผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำที่สุดในขณะที่มีคุณภาพด้านปัจจัยพื้นฐานดีที่สุด โดยเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่อยู่ในตลาดที่พัฒนาแล้วเป็นหลักผ่านกองทุนหลัก ‘Low Volatility Equity Portfolio (Class I USD)’ ที่บริหารจัดการโดย AllianceBernstein L.P.
ตั้งแต่วันเริ่มต้น Class เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 61 กองทุนมีความผันผวนเฉลี่ย 15.64% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 17.00% ต่อปี)

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ก.ค. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
Financials 24.70%
-
Consumer Staples 14.40%
-
Health Care 13.90%
-
Energy 11.40%
-
Industrials 9.20%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Godfrey Phillips India Ltd 8.60%, 2) Fortis Healthcare Ltd 4.40%, 3) State Bank Of India 4.30%, 4) Bharti Airtel Ltd 4.20% และ 5) Bharat Petroleum Ltd 4.20% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘SCBLEQA’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -20.85%
“K-VALUE-A(D)” คัด "หุ้นปันผลสูง" สไตล์ Value Dividend
ปิดท้ายกันด้วย “K-VALUE-A(D): กองทุนเปิดเค หุ้นปันผล-A ชนิดจ่ายเงินปันผล” ของบลจ.กสิกรไทย ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทย" ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีผลการดำเนินงานมั่นคงในทุกภาวะเศรษฐกิจหรือในยามที่ตลาดมีความผันผวน และมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งเป็นกองทุนสไตล์ Value Dividend
ทั้งนี้กองทุนมีนโยบาย “จ่ายปันผล” ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง (พิจารณาจ่ายทุกสิ้นเดือนม.ค. และก.ค.) ช่วยสร้างกระแสรายได้ระหว่างที่ลงทุน ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาจ่ายมาแล้ว 25 ครั้ง เป็นเงินรวม 11.26 บาท/หน่วย

สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 29 ส.ค. 25) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย
-
ธนาคาร 46.61%
-
พลังงานและสาธารณูปโภค 25.61%
-
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12.27%
-
พาณิชย์ 7.50%
-
อาหารและเครื่องดื่ม 1.48%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) KTB 10.69%, 2) PTTEP 9.55%, 3) KBANK 9.55%, 4) SCB 9.11% และ 5) PTT 8.32% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘K-VALUE-A(D)’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -26.06%
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนใน “หุ้น” เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบเซฟๆ หน่อย ในช่วงเศรษฐกิจโตช้าและความผันผวนยังสูงเช่นนี้ เชื่อว่าธีม “หุ้นปันผวนต่ำทั่วโลก” และ “หุ้นปันผลสูง” ไทยจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
