“ตลาดเกิดใหม่” ราคาถูก-แต่ยังไม่ไปไหน...ต้องมองระยะยาวลุ้น COVID-19 คลี่คลาย !!!
กลุ่ม “ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market)” ถือเป็นกลุ่มหุ้นที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างให้คำแนะนำการลงทุนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันนั้นธีมการลงทุนและมุมมองการลงทุนได้มีการเปลี่ยนแปลงไป
เพราะจากเดิมกลุ่มดังกล่าว เป็นกลุ่มที่เศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ไวกว่า “ตลาดหุ้นกลุ่มพัฒนาแล้ว (Developed Market)” ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม แต่ด้วยการแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ล่าช้า
กลับเป็นปัจจัยฉุดรั้งจนทำให้สถาบันต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” ได้มีการปรับประมาณการอัตราการเติบโตของกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ลง ซึ่งในการลงทุนถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำเสนอความเคลื่อนผลการดำเนินงานของ “กองทุนหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“กอง KWI EE EURO” ลุยหุ้นยุโรปตะวันออกแชมป์กลุ่ม ‘กองตลาดเกิดใหม่’…ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 28.41%
ในช่วงที่ผ่านมา “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ยัง underperform “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” อยู่พอสมควร หากมองผ่านดัชนี MSCI Emerging Markets (ณ วันที่ 30 ก.ค. 21) ตั้งแต่ต้นปีให้ผลตอบแทน 0.22%, ย้อนหลัง 3 ปี 7.93% และย้อนหลัง 10 ปี 3.61% ในขณะที่ดัชนี MSCI ACWI ตั้งแต่ต้นปี +13.08%, ย้อนหลัง 3 ปี 13.70% และย้อนหลัง 10 ปี 10.15%
“โดย MSCI Emerging Markets (ณ 30 ก.ค. 21) มีอัตราเงินปันผล 2.01%, P/E Fwd 13.0 เท่า และมี P/BV ที่ 1.98 เท่า เทียบกับ MSCI ACWI ที่มีอัตราเงินปันผล 1.70%, P/E Fwd 18.6 เท่า และ P/BV 3.04 เท่า ถือว่ายังถูกกว่ามากและน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดโลกในปัจจุบันเลยทีเดียว”
โดยกองทุนรวมหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนของไทยได้มีการเปิดให้นักลงทุนได้เข้าลงทุนมีทั้งสิ้น 26 กองทุน ซึ่งผลการดำเนินงานโดยรวมมีทั้งติดลบและเป็นบวกแต่ส่วนใหญ่จะยังคงติดลบ มีเพียงแค่ 10 กองทุนเท่านั้นที่ยังเป็นบวกได้
สำหรับกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นที่สุดอย่าง 5 อันดับแรกนั้น จะเริ่มที่ “กองทุนเปิด เคดับบลิวไอ อิเมอร์จิ้ง อีสเทอร์น ยุโรป เอฟไอเอฟ” หรือ “KWI EE EURO” จาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน คิง ไว (เอเชีย) จำกัด’ ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 19 ส.ค. 64) อยู่ที่ 28.41% ถือเป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานมีความโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม
“โดยกองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน คือ ‘Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Share Class AA)’ (กองทุนหลัก) ที่จดทะเบียนจัดตั้งและซื้อขายในประเทศลักเซมเบิร์ก บริหารจัดการโดย Fiera Capital (UK) Limited ซึ่งนโยบายลงทุนของกองทุนหลัก จะเน้นลงทุนในตราสารทุนซึ่งมีการจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในแถบยุโรปตอนกลางและตะวันออก เช่น ประเทศรัสเซีย สาธารณรัฐเชค ฮังการี โปแลนด์ เป็นต้น”

ถัดมาเป็น “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์” หรือ “ABGEM” จาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด’ ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 8.58%
“กองทุนมีนโยบายจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ ชื่อ ‘อเบอร์ดีน โกลบอล – อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ เอคควิตี้ ฟันด์ (Aberdeen Global – Emerging Markets Equity Fund)’ เพียงกองทุนเดียว โดยมี net exposure เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
โดยกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของพอร์ตการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารแห่งทุนหรือที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุนของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งหรือมีสัดส่วนรายได้จากการประกอบกิจการหรือมีสัดส่วนของทรัพย์สินอยู่ในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก (emerging markets) อย่างมีนัยสำคัญหรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว
อันดับที่ 3 เป็นกองทุนจาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด’ ภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิดทหารไทย Emerging Markets Equity Index” หรือ “TMBEMEQ” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 6.44%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘iShares MSCI Emerging Markets ETF’ ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE (New York Stock Exchange) ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งกระจายการลงทุนในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กองทุนดังกล่าวจัดตั้งและจัดการโดย BlackRock Fund Advisors”
ถัดมาเป็น “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นตลาดเกิดใหม่” หรือ “SCBEMEQ” จาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด’ ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 6.43%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) ได้แก่ ‘Fidelity Funds - Emerging Markets Focus Fund’ ชนิดหน่วยลงทุน (share class) “Y Accumulation” ลงทุนด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) ส่วนการลงทุนของกองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียน มีสำนักงานใหญ่ หรือมีการประกอบธุรกิจหลักในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) ไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สิน”
สุดท้ายจาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด’ ภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิดวรรณเอเอ็ม โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต เอควิตี้” หรือ “1AM-GEM” ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ 6.41%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารแห่งทุนที่ลงทุนในประเทศที่เป็นตลาด เกิดใหม่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก (Emerging Markets) ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชีย ยุโรปตะวันออก และละตินอเมริกา เช่น จีน อินเดีย เกาหลี ไต้หวัน อิสราเอล รัสเซีย สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี ตุรกี บราซิล เม็กซิโก อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา ชิลี ฯลฯ ทั้งที่จด ทะเบียนในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่และที่จดทะเบียนในประเทศที่พัฒนาแล้ว”
ทั้งนี้ กองทุนยังสามารถลงทุนในหน่วยลงทุนตราสารแห่งทุนที่มีนโยบายลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้วได้ด้วย โดยกองทุนจะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโดย เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม
“ผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นเกิดใหม่อาจจะยังไม่โดดเด่นพอที่จะดึงดูดความน่าสนใจจาก ‘ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว’ หรือจากตลาดหุ้นบางประเทศที่ได้มีการแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัสให้แก่ประชาชน แต่หากเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหรือปัจจัยต่างๆ คลี่คลาย ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’ ก็อาจจะเป็นหนึ่งกลุ่มที่มีความโดดเด่นขึ้นมาได้อีกครั้งเช่นกัน”
