ชี้ “พื้นฐานหุ้นจีน” ระยะยาวไม่เปลี่ยน...แนะเลือก “Active Fund” เน้นลงทุนมากกว่า 2 ปี !!!
ปีนี้ “ตลาดหุ้นจีน” อาการน่าเป็นห่วง ไม่ใช่น่าเป็นห่วงเพราะพื้นฐานไม่ดีแต่ประการใด
แต่เป็นผลกระทบในเชิงลบที่เกิดจาก “รัฐบาลจีน” ออกมาคุมเข้มธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะ “หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่” รวมไปถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย
ล่าสุดก็มาเขย่าตลาดอีกครั้งหลังออกกฎคุมเข้มให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เล่นเกมออนไลน์ได้เฉพาะวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และวันละเพียง 1 ชม. เท่านั้น เพราะมองว่า “เกมคือยาเสพติด” !!! ก็กระทบราคาหุ้นบริษัทเกมของจีนอย่าง NetEase และ Tencent ไปตามระเบียบ
ทำไมรัฐบาลจีนต้องเข้ามาจัดระเบียบ “หุ้นเทคฯ”
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย
“3 เหตุผล” ที่ “รัฐบาลจีน” ต้องมาจัดระเบียบ “หุ้นเทคฯ”
โดย “ทีมนักวิเคราะห์กองทุนรวม” บล.ฟิลลิป มองว่า มี 3 เหตุผล ที่ทางรัฐบาลจีนเข้ามาเข้มงวด ในตลาด Technology จีน ซึ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินข่าว รัฐบาลจีนออกมาใช้นโยบายควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่ในจีนหลายกลุ่มอย่างต่อเนื่อง จนมักเกิดคำถามขึ้นว่า รัฐบาลจีนกำลังดำเนินนโยบายต่อต้านทุนนิยม และต้องการให้การธุรกิจหลายๆอย่างกลับไปเป็นของรัฐบาลหรือเปล่า? คำตอบ คือ “ไม่ใช่” แต่เป็นเพราะ รัฐบาลจีนต้องการวางพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital economy) ให้สามารถต่อสู้กับนานาประเทศอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวมากกว่า โดย “3 เหตุผล” ที่ทางการจีนเข้ามาเข้มงวด ในตลาด Technology จีน อย่างต่อเนื่อง ได้แก่
1.เพื่อควบคุมปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม Ant Finance IPO ก่อนที่จะเป็นจุดกำเนิดของ Credit Crunch ความน่ากลัวของการที่จีนมีบริษัทที่เป็นทั้ง e-commerce ด้วยและผู้ให้บริการชำระเงินด้วยนั่นคือ คนจะกู้ยืมเงินง่ายขึ้น
“ภายใน 2 ปี ‘หนี้ครัวเรือนต่อ GDP’ เพิ่มขึ้นมาจาก 50% เป็น 60% ซึ่งรัฐบาลจีนมองว่าความเสี่ยงทางการเงินนั่นไม่ได้จำกัดแค่ภาครัฐ (SOE debt ที่เคยมีปัญหาในช่วงปี 2015) แต่อยู่ในภาคครัวเรือนด้วย หมายความว่าหากเขาปล่อยให้มีการ IPO Ant แล้วค่อยไปออกกฏเรื่องการปล่อยกู้ คนที่จะได้รับผลกระทบจะไม่ใช่แค่บริษัท หรือแจ๊คหม่า แต่เป็นนักลงทุนรายย่อยที่เข้าไปซื้อหุ้นจากการเปลี่ยนกฏนี้ !!!”

2.เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดทางการค้าของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยรัฐบาลจีนกล่าวหาว่า Alibaba ใช้อิทธิพลในการผูกขาด เช่น การบังคับผู้ขาย ให้ขายใน Alibaba ที่ราคาถูกกว่าขายที่ร้านหรือ บังคับห้ามขายสินค้าแบบเดียวกันให้คู่แข่ง ซึ่งรัฐบาลมองว่าตรงนี้เป็นการเอาเปรียบร้านค้ารายย่อย โดยปรับเงินประมาน 10% ของกำไรใน 1 ปี สิ่งที่รัฐบาลจีนพยายามจะทำคือ การปรับกฏเกณฑ์ต่างๆ ให้ทันเศรษฐกิจดิจิทัล แบบที่สหรัฐก็พยายามที่จะดูแลเรื่องการผูกขาดทางการค้า จากบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Facebook เช่นเดียวกัน
3.เพื่อปกป้องข้อมูล ดูแล และ พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่คนในชาติ โดยทางการจีนได้สั่งให้ App stores ลบแอพพลิเคชั่น Didi ด้วยประเด็นด้าน “cyber security” เนื่องจาก Didi เป็นหุ้นที่ลิสต์ในตลาด Nasdaq ของอเมริกา ซึ่งจำเป็นต้องส่งมอบข้อมูลหลายๆ อย่างให้ทางการสหรัฐตามกฎหมาย ซึ่งทางการจีนมองว่าข้อมูลของ Didi นั้นเป็นข้อมูลที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้
“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Social equality ซึ่งเกิดจากเมื่อศตวรรษก่อนจีนเปิดให้มีทุนนิยมมากขึ้น ทำให้พวก ‘After School Tutors (AST)’ มีการเติบโตสูง และทำให้ค่าใช้จ่ายในการศึกษาสูงไป รัฐบาลจีนจึงสั่งให้พวก AST เหล่านี้ต้องดำเนินธุรกิจแบบไม่หวังผลกำไร non-profit organization และ ออกกฎใหม่ควบคุมหลายๆ อย่างเพื่อดูแลคุณภาพการศึกษาของเด็กๆ ในประเทศ”
“หุ้นจีน” ยังมีความผันผวนต่อเนื่องช่วง 3 เดือนข้างหน้า...แนะเลือก “Active Fund” มองการลงทุนระยะยาว
ในระยะถัดไป การออกมาตรการควบคุมใหม่ๆ ของรัฐบาลจีน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยมองว่าใน “ระยะ 3 เดือน” ถัดจากนี้ นักลงทุนจะยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนจากประเด็นดังกล่าว แต่เชื่อ “ตลาดหุ้นจีน” น่าจะกลับมา Outperform ได้ในปีหน้า
“สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นจีน ควรมีระยะเวลาการ ‘ลงทุนยาวกว่า 2 ปี’ โดยเราแนะนำกองทุนหุ้นจีนที่บริหารแบบ Active ที่สามารถปรับพอร์ตเพื่อลด หรือเลี่ยงผลกระทบจากการออกมาตรการควบคุมใหม่ๆ จากทางรัฐบาลจีนได้ โดยการเลือกหุ้นโดยผู้จัดการกองทุนจะมีโอกาสทำกำไรมากกว่ากองทุนที่เป็นดัชนีอย่างเดียวได้ในระยะยาว”
“ARK Invest” กลับมาซื้อหุ้นจีนอีกครั้งช่วงปลายส.ค.
ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นปีทาง “ARK Invest” ได้ลดน้ำหนักการลงทุนใน “หุ้นเทคฯ จีน” ลง ทำให้บรรยากาศการลงทุนในหุ้นจีนในภาพรวมย่ำแย่ไปด้วย แต่แล้วในช่วงปลายเดือนส.ค.พบว่าทาง ARK Invest ได้กลับเข้าไปซื้อ ‘หุ้นเทคฯ จีน’ อีกครั้ง ทำให้หลายคนมองว่าหรือช่วงเวลาที่เลวร้ายของตลาดหุ้นจีนได้ผ่านพ้นไปแล้วกันแน่

(Catherine D. Wood)
ล่าสุดทาง “Catherine D. Wood” Chief Executive Officer, Chief Investment Officer ARK Investment Management LLC (ARK Invest) ได้ให้สัมภาษณ์กับ “Bloomberg Radio” เมื่อวันอังคารที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า เธอไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับประเทศจีนอีกต่อไปเพราะฉันคิดว่าพวกเขาเป็นสังคมผู้ประกอบการมาก แน่นอนว่ารัฐบาลกำลังวางกฎเกณฑ์และข้อบังคับเพิ่มเติม แต่ฉันไม่คิดว่ารัฐบาลต้องการหยุดการเติบโตและความก้าวหน้าเลย
ท้ายสุดในมุมมองของตลาดส่วนใหญ่ยังคาดว่า “หุ้นจีน” ยังจะมีความผันผวนต่อเนื่องได้ในระยะ 3 – 6 เดือนข้างหน้านี้ จากการเข้ามาจัดระเบียบของ “รัฐบาลจีน” ที่ยังจะมีออกมาเป็นระยะๆ นั่นเอง แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวแล้วไม่ได้เปลี่ยนไปแต่ประการใด ดังนั้น ราคาที่ปรับตัวลงมามากบนพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยน ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับ “นักลงทุนระยะยาว”นั่นเอง
