Official Update :

“RMF-Tech” พื้นฐานแกร่ง “ห่างไกลฟองสบู่” “ตลาดย่อ” จังหวะลงทุน “สร้างความมั่งคั่ง” ระยะยาว พร้อมช่วย “เซฟภาษี” !!!

ลายแทงกองทุน: ในช่วงที่ผ่านมา ความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่หุ้นเทคฯ” ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดำดิ่งทิ้งตัวลงมาอย่างหนัก จุดพลุนำมาโดย “หุ้นเทคฯ สหรัฐ” จนกระทบไปทั่วโลก


แต่พลันผลประกอบการของ “หุ้นเทคฯ” ยักษ์ใหญ่ที่ประกาศออกมาล้วนดีกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนให้เห็นถึง “พื้นฐานที่แข็งแกร่ง”


พิสูจน์ว่า ปัจจุบัน “หุ้นเทคฯ” เหล่านี้มีกำไรเติบโตจริง มีผู้ใช้งานจริงๆ ที่พร้อมจะสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทกลุ่มเทคฯ ในระยะยาว “ไม่ใช่ฟองสบู่” แต่ประการใด


แต่ในเรื่องของราคาก็ยอมรับกันตรงไปตรงมาว่า “ค่อนข้างแพง” แม้จะย่อลงมาแล้วก็ตาม


แต่นั่นก็มี “การเติบโตของกำไร” ที่รองรับ ทำให้หุ้นกลุ่มนี้เทรดบนราคาที่สูงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ ได้นั่นเอง


นี่จึงเป็นอีกธีมการลงทุนที่น่าสนใจที่ยังมีโมเมนตัมต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนสำหรับเป้าหมายระยะกลาง-ยาวเลยทีเดียว


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม RMF-Tech ที่น่าสนใจมาฝากกัน


เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "
RMF-Tech"…ปั้นความมั่งคั่งระยะยาวด้วย "หุ้นเทคฯ" พร้อม "เซฟภาษี"

สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็นกองทุน RMF-Tech” ที่โฟกัสในหุ้นเทคโนโลยีเป็นสำคัญ แต่ต่างสไตล์ โดยเป็น “Technology Equity” 2 กอง และ Global Equity” อีก 2 กอง ซึ่งมีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ประกอบด้วย


- ASP-AIEQRMF: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนช์ อิควิตี้โกรท เพื่อการเลี้ยงชีพของบลจ.แอสเซท พลัส เป็นกองทุนในกลุ่ม Technology Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นเทคโนโลยี” ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้าน “ปัญญาประดิษฐ์” (AI: Artificial Intelligence) หรือเกี่ยวข้องกับการใช้หุ่นยนต์ในการประกอบกิจการ หรือเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรือ


เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมต่างๆ ผ่านกองทุนรวมถึงหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าวข้างต้น


สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ 30 ก.ย. 25) ส่วนใหญ่ลงทุนใน “สหรัฐ” 88.32% กระจายไปใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

  • INFORMATION TECHNOLOGY 28.95%

  • Information & Communication Technology 4.81%

  • Industrial Materials and Machinery 2.91%

  • Commerce 2.83%


“โดย 5 หลักทรัพย์ที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) TCW Artificial Intelligence ETF 58.51%, 2)  PLTR US 6.47%, 3) TSM US 5.32%, 4) GOOG US 4.81% และ 5) MPWR US 3.25% ตามลำดับ”



- ถัดมาเป็น ES-TECHRMF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Prime Technology เพื่อการเลี้ยงชีพ ของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม Technology Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นเทคโนโลยี” ของบริษัทต่างๆ ทั่วโลกที่มีผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือบริการที่เป็นนวัตกรรม โดยการลงทุนจะรวมถึงแต่มิได้จำกัดเฉพาะบริษัทต่างๆ ที่การจัดหาหรือใช้เทคโนโลยีที่ทำให้บริษัทเหล่านั้นมีความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในตลาด ผ่านกองทุนหลัก Eastspring Investment - Global Technology Fund, Class C ที่บริหารจัดการโดย Eastspring Investment (Luxembourg) S.A.


“โดยพยายามเฟ้นหาบริษัทที่เป็น ผู้นำ หรือ Winner’ ทางด้าน Technology ในอนาคต ใน 5 ธีมหลัก ได้แก่ Fintech, Internet 3.0, Next Generation Infrastructure, Productivity & Automation และ Electrification โดยมองว่ากระแส AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเฟสของการเร่งลงทุนเท่านั้น ซึ่งจะทำให้การนำ AI ไปใช้มีความแพร่หลายมากขึ้น และเป็นแรงปฏิวัติอุตสาหกรรมของเศรษฐกิจยุคใหม่”


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 31 ต.ค. 25) ส่วนใหญ่ลงทุนใน “สหรัฐ” 84.3% กระจายลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย

  • Semiconductors 31.6%

  • Internet 28.0%

  • Software 17.2%

  • Electronics 5.5%

  • Computers  5.0%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) NVIDIA CORPORATION 10.1%, 2) MICROSOFT CORPORATION 8.3%, 3) BROADCOM INC 4.9%, 4) AMAZON.COM INC 4.8% และ 5) META PLATFORMS INC 4.7% ตามลำดับ”


- มาต่อกันด้วย UNIRMF: กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินโนเวชั่น ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพของบลจ.ยูโอบี เป็นกองทุนในกลุ่ม Global Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นทั่วโลก” ของบริษัทที่มีนวัตกรรมและได้ประโยชน์จากนวัตกรรมเหล่านั้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก United Global Innovation Fund Class A USD Accที่บริหารจัดการโดย UOB Asset Management (Singapore)


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 30 ก.ย. 25) ส่วนใหญ่ลงทุนใน “สหรัฐ” 72.09% กระจายลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย

  • Information Technology 37.64%

  • Consumer Discretionary 23.93%

  • Health care 8.56%

  • Communication Services 8.39%

  • Industrials 7.13%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) NVIDIA CORP 7.25%, 2) MICROSOFT CORP 6.98%, 3) AMAZON.COM INC 5.23%, 4) ALPHABET INC 4.63% และ 5) CLEAN HARBORS INC 4.10% ตามลำดับ”



-  ปิดท้ายกันด้วย ONE-UGERMF-A: กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ หน่วยลงทุนชนิดทั่วไปของบลจ.วรรณ เป็นกองทุนในกลุ่ม Global Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นทั่วโลก” ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น โดยลงทุนในลักษณะของ “กองทุนรวมหน่วยลงทุน” (Fund of Funds) ของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดตั้งหรือมีผู้ออกหลักทรัพย์อยู่ในต่างประเทศ อย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วนกองทุนละไม่เกิน 79% ของ NAV โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีรวมกันไม่น้อยกว่า 80%ของ NAV


สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 ก.ย. 25) มีการลงทุนผ่าน 2 กองทุนหลัก ได้แก่

1) BAI GIF WW LT GB GR-BUSD ACC 69.73%

2) Baillie Gifford Long Term Global Growth Investment Fund 29.03%


สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนที่เพื่อเพิ่มค่าให้กับเงินลงทุนในระยะยาว พร้อมมีแต้มต่อเป็น “ประโยชน์ทางภาษี” เชื่อว่ากลุ่ม “RMF-Tech” ที่เน้นหุ้นเทคฯ รวมถึงหุ้นเติบโต (Growth) ในอุตสาหกรรมต่างๆ จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นหนึ่งใน “Megatrend” ของโลกการลงทุนที่ยังมีโมเมนตัมเติบโตต่อเนื่องใน “โลกยุคดิจิทัล” ที่สำคัญยังลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึ่งประเมิน สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (นับรวมกองทุนเพื่อเกษียณอื่นๆ) อีกด้วย


ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’