Official Update :

ปี26 “ตราสารหนี้” ยังสดใสรับ “ดอกเบี้ยขาลง” ส่วน “หุ้นไทย” ให้เต็มที่ 1,430 จุด... พร้อมชู “4 ธีมเด่น” ลงทุนตปท. เพิ่มโอกาสผลตอบแทน “AI Theme, US Equity, China Tech, Healthcare” !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องทิศทางการลงทุนใน “ปีมะเมีย-2026” กันบ้าง โหรเริ่มออกมาทำนายทายทักว่าเป็น “ปีม้าไฟ” ที่น่าจะเป็นปีที่ร้อนแรงอีกปีเลยทีเดียว


ปีนี้ภาพรวมการลงทุนก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทั้งฝั่ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” อาจจะมียกเว้นแค่ “หุ้นไทย” เท่านั้น ที่อินดี้ไม่สนใครในโลก


แล้วปีหน้าแนวโน้มการลงทุนจะเป็นเช่นไร สินทรัพย์ไหนจะ “ปัง” หรือ “แป๊ก”


ทาง “บลจ.กรุงศรี” ได้เปิดแผนที่ลงทุนในปีหน้ามาฝากกัน ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตข้อมูลพร้อมๆ กันได้เลย


“กองตราสารหนี้” ปี26 ยังน่าสนใจรับ “ดอกเบี้ยขาลง”...แนะเพิ่มน้ำหนัก “ตราสารหนี้ตปท.” เพิ่มขึ้น โอกาสผลตอบแทนดีกว่า

โดย “พรทิพา หนึ่งน้ำใจ” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ บลจ.กรุงศรี บอกว่า เศรษฐกิจไทยโตช้าปีนี้ภาคเอกชนมองไว้สูงสุดที่ 2% และปีหน้าแนวโน้มจะโตช้ากว่าปีนี้ และน่าจะโตได้เต็มที่ระดับ 2% ในช่วง 3 – 5 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครง้สรางอุตสาหกรรมของประเทศ เศรษฐกิจโตไม่ได้ เงินเฟ้อก็สูงไม่ได้ ไทยกำลังจะเป็นเหมือนญี่ปุ่นในช่วง Lost Decade ในอดีต ปีหน้าคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในโซนต่ำใกล้ระดับ 0.5% ในขณะที่เป้าหมายของทั่วโลกอยู่ที่ 2% เป้าของไทยอยู่ระหว่าง 1 – 3% ถือว่าสอบตกเพราะเงินเฟ้อต่ำมาหลายปีแล้ว และนั่นทำให้ “แบงก์ชาติ” มีช่องว่างที่จะลดดอกเบี้ยลงได้อีก 1 – 2 ครั้ง ไปจบที่ 1.25 – 1.00% ช่วงครึ่งแรกปี26 ส่วน Timing ในการลดอาจมีลังเลบ้างซึ่งจะทำให้ตลาดมีความผันผวน แต่ก็เป็นโอกาสให้กับ “กองทุนตราสารหนี้ที่บริหารเชิงรุก” (Active) ให้มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้หลายๆ รอบเช่นกัน ดังนั้นภาพรวมผลตอบแทนของกองตราสารหนี้ที่เป็น Active จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า “กองตราสารตลาดเงิน” (Money Market)


(พรทิพา หนึ่งน้ำใจ)


ตราสารหนี้โลกยังน่าสนใจในปีหน้า โดยเฉพาะ ตราสารหนี้สหรัฐ ที่อัพไซด์เปิดได้ดีกว่าจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงที่ระดับ 4% ลงไปถึง 3% ในขณะที่ ตราสารหนี้ไทย ดอกเบี้ยลงได้อีกไม่มากจากระดับ 1.5% คาดว่าจะลงได้อีก 1 -2 ครั้ง สู่ระดับ 1.00 – 1.25% ช่วงครึ่งแรกปี26 แนะเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ต่างประเทศในพอร์ตเพิ่มขึ้น”


กองทุนแนะนำ: มี 3 กอง ได้แก่ KFSMART ลงตราสารหนี้ระยะสั้นอายุเฉลี่ย 0.5 ปี , KFAFIX อายุเฉลี่ยยาวขึ้นประมาณ 2 – 3 ปี ผลตอบแทนก็จะสูงกว่ากอง KFSMART ประมาณ 1%, KF-CSINCOME กองตราสารหนี้ต่างประเทศที่ตอบโจทย์ทุกภาวะตลาด ผลตอบแทนก็จะสูงกว่ากอง KFAFIX ประมาณ 2 – 3%



มอง “หุ้นไทย” มีดีที่ “ปันผล” ให้เป้าปีหน้า 1,430 จุด...แนะจับตา “เลือกตั้งปีหน้า” และนโยบายภาครัฐ ตลาดจะตอบรับยังไง

ส่วน “หุ้นไทย” ในปี26 นั้น “ฑลิต โชคทิพย์พัฒนา” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.กรุงศรี บอกว่า ปีหน้าปัจจัยร้ายที่กระทบตลาดได้ผ่านไปแล้วทั้งแรงขายกองทุน LTF, ผลกระทบภาษีทรัมป์ก็จบแล้ว, ต่างชาติเองก็ถือครองหุ้นไทยน้อยมาก ดังนั้นไม่ทำให้เกิดแรงขาย แต่ก็ยังไม่เห็นแรงซื้อที่จะกลับเข้ามาผลักดันตลาดหุ้นไทยเช่นกัน เลือกตั้งปีหน้าต้องดูว่าตลาดจะตอบรับยังไง เพราะครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่มีทั้ง Pre-Election Rally” และ Post-Election Rally” อย่างไรก็ตาม “ตลาดหุ้นไทย” ก็ยังมีจุดเด่นในเรื่องของ “อัตราเงินปันผลที่สูง” เฉลี่ยประมาณ 4% มีหุ้นรายตัวที่ปันผลสูงเฉลี่ย 6 – 8% ที่จับต้องได้ บจ.มีหนี้ไม่สูง แต่เรื่องผลตอบแทนจากเรื่องของราคาอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องจับตารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรบ้าง


(ฑลิต โชคทิพย์พัฒนา)


“ตลาดหุ้นไทยปีหน้าประเด็นร้ายๆ ที่จะให้ขายมีน้อยลง แต่ยังขาดปัจจัยบวกที่จะมาผลักดันให้ตลาดปรับตัวขึ้นเช่นกัน จับตาเลือกตั้งปีหน้าว่าตลาดตอบสนองเช่นไร และรัฐบาลใหม่จะมีนโยบายอะไรมากระตุ้นเศรษฐกิจ โชคดีที่ หุ้นไทย มีดีที่ อัตราเงินปันผลสูง ประมาณ 4% ยังน่าสนใจ มองเป้า SET Index ที่ 1,430 จุด ที่ Forward P/E ประมาณ 15 เท่า มีกำไรบจ.เติบโตจากปีนี้ 6 – 7% โดยมี Downside ประมาณ -15%


กองทุนแนะนำ: มี 2 กอง ได้แก่ KFTSTAR-A เฟ้นหาหุ้นที่เหมาะสมสุดในแต่ละภาวะตลาด และ KFENS50-A เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีSET50 โดยจะมี 10% ของพอร์ตสำหรับการลงทุนในหุ้นนอกเหนือดัชนีSET50 ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก (Active Management)


“การลงทุนต่างประเทศ” ยังน่าสนใจ...พร้อมเปิด 4 ธีมเด่นรับ “ปีมะเมีย-2026”

โดย “จาตุรันต์ สอนไว” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนต่างประเทศ บลจ.กรุงศรี บอกว่า การลงทุนต่างประเทศช่วงที่ผ่านมาเจอผลกระทบจากหลากหลายปัจจัย แต่บรรยากาศการลงทุน “ตลาดหุ้นต่างประเทศ” ฟื้นตัวจากความขัดแย้งการค้าที่ผ่อนคลาย ช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม การประกาศยุติการทำ QT ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบ และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อ “หุ้น” และ “สินทรัพย์เสี่ยง” โดยหุ้นกลุ่ม Healthcare” กลับมาน่าสนใจจากราคาหุ้นที่ถูก และมีปัจจัยหนุนผลประกอบการที่ชัดเจนมากขึ้น


(จาตุรันต์ สอนไว)


“ทั้งนี้ มี 2 ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ 1) ธนาคารกลางสหรัฐ’ (Fed) จะลดดอกเบี้ยหรือไม่ในการประชุมเดือนธ.ค. หรือจะเลื่อนไปในการประชุมรอบหน้า ภาพตลาดแรงงานที่ดูไม่ค่อยดี มีโอกาสที่ Fed จะกลัวเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แม้จะไม่กลับมา Hawkish แต่ก็คง Dovish น้อยลง และ 2) AI Bubble ที่พูดถึงกันมาก ราคาลงมาเยอะแต่ภาพนั้นต่างจากในอดีตชัดเจน อยากให้ลงทุนต่อเนื่อง (Stay Invest) ไม่อยากให้พลาดโอกาสลงทุนโดยเปลี่ยนมาเน้นเรื่องของ คุณภาพ’ (Quality) แทน การเติบโต’ (Growth) หุ้นหุ้นที่มูลค่าสมเหตุสมผล เน้น ‘Defensive’ มากขึ้น”



ปิดท้ายด้วย “เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี ที่บอกว่า ในปีหน้ายังมีธีมการลงทุนที่น่าสนใจหลากหลายให้เลือกลงทุน โดย 4 ธีมเด่นที่คัดมา ประกอบด้วย 1)      AI Theme” เป็นธีมการลงทุนที่สำคัญที่สุดในปี26 ต่อเนื่องจากปี25 แม้ระดับราคา Valuation จะสูง แต่มีผลประกอบการที่ดี ช่วงที่ราคาปรับตัวลงแรงเป็นจังหวะ “เข้าไปสะสม” ไม่ได้เป็นฟองสบู่ หุ้นกลุ่มนี้มีกำไรจริง มีผู้ใช้งานจริง ต่างจากในอดีตชัดเจน, 2) “US Equity” ยังคงเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในปี26 ได้รับแรงหนุนจากการลงทุน AI และมาตรการลดภาษี One Big Beautiful Bill”


(เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์)


3) “
China Tech” การพึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยี ทำให้จีนพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว พร้อมกับ valuation ที่ยังถูกกว่าหุ้นเทคฯ สหรัฐ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นจีนไปในอดีตทำให้มีการถือครองหุ้นจีนในปัจจุบันค่อนข้างต่ำและกลัวตกรถ (FOMO) ต้องรีบกลับมาซื้อหุ้นจีนอีกครั้ง และ 4) “Healthcare” ปัจจัยลบทีกดดันต่อหุ้น “Healthcare” ผ่อนคลาย หลังสหรัฐตกลงผ่อนปรนภาษียาให้ผู้ผลิตนอกประเทศ ปัจจุบันมี Discount จากตลาดประมาณ 14% จากปกติก็เทรดใกล้ๆ กัน


“ปี26 เรายังชอบ ‘หุ้นมากกว่า ตราสารหนี้แม้เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ยังไม่ Recession ส่วน Bond Yield ญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นนั้น ยังไม่น่ากังวล เพราะเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เป็นคนในประเทศ ธุรกรรม ‘Yen Carry Trade’ อาจไม่ได้มากอย่างที่คิด แนะนำจัดพอร์ตตราสารหนี้ 45%, หุ้นตปท. 48%, หุ้นไทย 2% และทองคำ 5% 


กองทุนแนะนำ: มี 4 กอง ตามธีมเด่นที่แนะนำ ได้แก่ KFGDIV, KFHEALTH, KF-US-PLUS, KFCHINA-T10PLUS


ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองการลงทุนใน “ปีมะเมีย-2026” ของทาง “บลจ.กรุงศรี” ที่ยังมองบวกการลงทุนใน “หุ้น-ตราสารหนี้” ในปีหน้า โดยแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงยังเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญต่อบรรยากาศการลงทุน และสารพัดปัจจัยลบในปีนี้ก็คลี่คลายไปแล้ว โดยมองโอกาสการลงทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ใน “ต่างประเทศ” เป็นสำคัญ พร้อมคัด 4 ธีมเด่นที่น่าสนใจมาให้นักลงทุนที่สนใจได้เลือกลงทุนกันอีกด้วย ทั้ง “AI Theme, US Equity, China Tech และ Healthcare”


ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’