Top 5 “กองทุน” กับ ‘5 สไตล์สินทรัพย์’ ที่ใครไม่มีติดพอร์ต 8 เดือนแรก...เหมือนทำผลตอบแทนหายไปเฉลี่ย 21.90 – 47.46% !!!
แม้ “วิกฤติ COVID-19” จะยังอยู่กับโลกเรามาอย่างต่อเนื่องไม่ได้หายไปไหน แต่ใช่ว่า “จักรวาลการลงทุน” จะได้รับผลกระทบในเชิงลบไปเหมือนกันหมดทั้งโลก หรือในทุกสินทรัพย์ก็หาไม่
ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ “แตกต่าง” กันไปนั้น สินทรัพย์แต่ละประเภท หรือแต่ละภูมิภาคก็ให้ผลตอบแทนที่ “ดี-ด้อย” แตกต่างกันไป
แต่ก็สะท้อนถึงข้อเท็จจริงหนึ่งที่มักพูดกับเสมอๆ ในกลุ่มนักลงทุนนั่นก็คือ “ในทุกวิกฤติ...ย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ” นั่นเอง
รู้หรือไม่?....ในช่วง 8 เดือนแรกของปี21 มานี้ “กองทุนน้ำมัน” เป็นกลุ่มกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดถึง 47.46% เลยทีเดียว และกองที่มี ‘ผลงานดีสุด’ ในกลุ่มนี้ทำผลตอบแทนได้สูงถึง 57.45% !!!
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่สุด Top 5 กองทุนที่มีผลงานสะท้านจักรวาลการลงทุนในช่วง 8 เดือนแรกมาฝากกัน
“กองทุนน้ำมัน” แชมป์ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 47.46%
สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี21 นี้ ในภาพรวมกลุ่มกองทุนที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีสูงสุด 5 อันดับแรกนั้น ลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง” ทั้งหมด โดยทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 21.90 – 47.46%
อันดับ1: “กองทุนน้ำมัน” เป็นสินทรัพย์ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง 47.46% และกองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ ในกลุ่มนี้ทำผลตอบแทนได้ถึง 57.45% ในขณะที่กองที่มี ‘ผลงานแย่สุด’ ทำได้ 44.57% หรือต่างกันอยู่ 12.88%
โดยกองที่มีผลงานดีสุด ได้แก่ “กองทุนเปิดทหารไทยออยล์ฟันด์ (TMBOIL)” ของ ‘บลจ.ทหารไทย’
“กองทุนมีนโยบายในการบริหารเชิงรับ (Passive Investment Strategy) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Invesco DB Oil Fund’ เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (NAV) ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของ ‘ดัชนี DBIQ Optimum Yield Crude Oil Index Excess Return TM’ ซึ่งเป็นดัชนีที่มุ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าน้ำมันดิบ WTI กองทุนดังกล่าวบริหารจัดการโดย Invesco PowerShares Capital Management LLC”
“กองหุ้นเวียดนาม” อันดับ2 ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดทำได้ 32.14%
อันดับ2: “กองหุ้นเวียดนาม” เป็นกลุ่มหุ้นตลาดชายขอบ (Frontier Market) ที่ได้รับการจับตาและพูดถึงมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงประเทศหนึ่งในโลก ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 32.14%
“โดยกองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ ทำผลตอบแทนได้ 43.33% ในขณะที่กองที่มี ‘ผลงานแย่สุด’ อยู่ที่ 24.79% หรือต่างกันอยู่ 18.54%”
สำหรับกองที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ได้แก่ “กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ (PRINCIPAL VNEQ-A)” ของ ‘บลจ.พรินซิเพิล’ กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลากหลักทรัพย์หรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟตราสารทุนต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในหุ้นประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

“กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ของไทยคว้าอันดับ3...กับผลตอบแทนเฉลี่ย 29.71%
อันดับ3: “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” อยู่ในตลาดหุ้นไทยเรานี่เองที่เน้นโฟกัสการลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 29.71% โดยกองที่มี ‘ผลงานดีสุด’ ทำผลตอบแทนได้ถึง 44.21% ในขณะที่กองที่มี ‘ผลงานแย่สุด’ ก็ยังทำได้ 22.33%
สำหรับกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดกรุงศรีไทยสมอล-มิดแคปอิควิตี้ (KFTHAISM)” ของ ‘บลจ.กรุงศรี’ กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีการเจริญเติบโตทางธุรกิจ โดยเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
“กองหุ้นอินเดีย” ผลงานอันดับ4...ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 25.35%
อันดับ4: “กองหุ้นอินเดีย” ถือเป็นอีกหนึ่งใน 2 ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเคียงคู่กับจีนและถูกจับตาเป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนในภูมิภาคเอเชียด้วยเช่นกัน ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 25.35% โดยกองที่มี ‘ผลงานดีสุด’ ทำผลตอบแทนได้ 38.77% ในขณะที่กองที่มี ‘ผลงานแย่สุด’ อยู่ที่ 15.66%
สำหรับกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดบัวหลวงภารตะ (B-BHARATA)” ของ ‘บลจ.บัวหลวง’ กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นลงทุนของ ‘RAMS Equities Portfolio Fund - India Equities Portfolio Fund’ (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน Class I (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
“โดยกองทุนหลักมุ่งหาผลตอบแทนจากการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาวผ่านการลงทุนในตราสารทุนและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัทที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในอินเดีย โดยจะลงทุนในตลาดอินเดียไม่น้อยกว่า 90% ของ NAV”
“กองหุ้นสหรัฐ” รั้งอันดับ5...ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 21.90%
อันดับ5: “กองหุ้นสหรัฐ” ประเทศที่โดดเด่นสุดในกลุ่มหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ตลาดหุ้นเดินหน้าบวกต่อเนื่องตั้งแต่เจอวิกฤติ COVID-19 มา ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 21.90% โดยกองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ ทำผลตอบแทนได้ 32.73% ในขณะที่กองที่มี ‘ผลงานแย่สุด’ ทำได้ 5.40%
สำหรับกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดอเบอร์ดีน อเมริกัน โกรท – สมอลเลอร์ คอมพานี ฟันด์ (ABAGS)” ของ ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย)’ กองทุนมีนโยบายลงทุนใน ‘อเบอร์ดีนโกลบอล – นอร์ท อเมริกัน สมอลเลอร์ คอมพานี ฟันด์ (Aberdeen Global – North American Smaller Companies Fund) Class A-2’ (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยมี net exposure เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV
“โดยกองทุนหลักมีการลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของพอร์ตการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารแห่งทุนหรือตราสารที่เกี่ยวข้องกับตราสารแห่งทุน (equities or equities related securities) ของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว โดยบริษัทข้างต้นมีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดน้อยกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันที่ลงทุน”
ทั้งหมดนี้ คือ 5 ตลาดที่ “กองทุน” เข้าไปลงทุนและสร้างผลงานดีสุดในช่วง 8 เดือนแรก ซึ่งสูงกว่า 20% ทั้งหมด ดังนั้นใครที่มีติดพอร์ตไว้ก็คงจะได้รับผลตอบแทนที่ดีไปด้วยเช่นกัน ไม่มากก็น้อย สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งสำคัญในเรื่องของการ “กระจายการลงทุน” อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีและลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนโดยรวมให้ลดลงด้วยเช่นกัน
