“K-VALUE-A(D)” คัดเน้นๆ เฟ้น “หุ้นปันผลสูง”… สไตล์ “Value Play” ตอบโจทย์ทุก “ภาวะตลาด” !!!
กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง “กองทุนติดดาว” กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’ (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity General” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” ที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในอนาคต ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งถือเป็นกลุ่มหุ้นที่เป็น “จุดเด่น” ของตลาดหุ้นไทยเลยทีเดียว
รู้หรือไม่?...ปีที่ผ่านมาแม้ “หุ้นไทย” จะติดลบ แต่กลุ่ม “หุ้นปันผลสูง” กลับสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ และยังมี “อัตราจ่ายปันผลที่สูง” เฉลี่ย 6-7% จึงเป็นเป้าหมายของนักลงทุนในตอนนี้ที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยเลยทีเดียว
ภาพรวมของ “หุ้นไทย” เองก็ “ไม่แพง” มี Forward 12m P/E ที่ 14.07 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 15.61 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 23 ม.ค. 25)
โดยปีนี้ถือเป็นปีแห่ง "การพักตัวเพื่อรอฟื้นตัว" (Sideways Up) โดยมีความน่าสนใจในเชิง “Value Play” เนื่องจากราคาหุ้นไทยถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค ส่วน Upside ก็มองกันประมาณ 10 – 15%
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มี “กองทุนหุ้นไทย” ที่เน้น “หุ้นปันผลสูง” ที่น่าสนใจ ดีกรี “กองทุน 5 ดาว” จากทาง “Morningstar” มาฝากกัน

“K-VALUE-A(D)” คัดเน้นๆ “หุ้นปันผลสูง” ตอบโจทย์ทุก “ภาวะตลาด”
สำหรับกองทุนรวมที่คัดมาแนะนำกันในครั้งนี้ มีชื่อว่า “K-VALUE-A(D): กองทุนเปิดเค หุ้นปันผล-A ชนิดจ่ายเงินปันผล” บริหารจัดการโดย ‘บลจ.กสิกรไทย’ มีความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2538 มีนโยบายลงทุนใน “หุ้นไทย” ที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในอนาคต ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
ที่สำคัญกองทุนยังมีนโยบาย “จ่ายปันผล” ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง (พิจารณาจ่ายทุกสิ้นเดือนม.ค. และ ก.ค.) ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมานั้น ได้จ่ายปันผลไปแล้วรวม 25 ครั้ง คิดเป็นเงินรวมกัน 11.26 บาท/หน่วย

หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นคุณค่า”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของกอง ‘K-VALUE-A(D)’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นคุณค่า” (Value) เป็นสำคัญ
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 ธ.ค. 25) นั้น พบกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
-
ธนาคาร 48.30%
-
พลังงานและสาธารณูปโภค 23.65%
-
พาณิชย์ 9.67%
-
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 9.15%
-
อาหารและเครื่องดื่ม 2.39%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อับแรก ได้แก่ 1) PTTEP 11.23%, 2) KTB 10.65%, 3) KBANK 10.18%, 4) SCB 9.96% และ 5) BBL 9.94% ตามลำดับ”

“ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘K-VALUE-A(D)’ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธ.ค. 25) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.10% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด N/A) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 21.42% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด N/A) อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -26.06%”
เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 500 บาท เท่านั้น
สำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุน เงื่อนไขหรือมูลค่าขั้นต่ำของการ “ซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” จะอยู่ที่ 500 บาท ส่วนมูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนจะอยู่ที่ 500 บาทเช่นเดียวกัน ขณะที่ยอดคงเหลือขั้นต่ำจะอยู่ที่ 50 บาท สำหรับระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนคือ 4 วันทำการหลังจากวันทำรายการขายคืน (T+4)

ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านรูปแบบออฟไลน์อย่าง ธนาคารกสิกรไทยและผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่นที่บริษัทได้แต่งตั้งขึ้น ขณะที่ช่องทางออนไลน์สามารถเปิดบัญชีและซื้อขายได้ผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง K-My Funds, K-Cyber และ KPLUS
“หุ้นไทย” ปีนี้ มีความน่าสนใจมากขึ้นและตลาดยังมองในมุมบวก ด้วย “ราคาที่ถูก” และมีจุดเด่นเรื่อง “ปันผลสูง” แม้ว่าการคาดหวังในเรื่องของการปรับตัวขึ้นของตลาดอาจไม่โดดเด่นก็ตาม นั่นทำให้ “หุ้นปันผลสูง” เป็นกลุ่มหุ้นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเลยทีเดียว เพราะแม้ราคาอาจจะไม่ไปไหนแต่ก็ยังได้รับปันผลกลับมาในระหว่างทางที่ลงทุนนั่นเอง
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
