ถ้า GDP โต 3% “หุ้นไทย” มีลุ้นทะยานแตะ 1,500 จุด... พร้อมแนะกระจายไป “สินทรัพย์ตปท.-สินทรัพย์ทางเลือก” ทางรอดฝ่า “ตลาดผันผวน” !!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?...หลังเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ที่มี “เสถียรภาพ” หากทำให้ GDP โตระดับ 3% ในปีนี้ได้ ก็มีโอกาสลุ้น “หุ้นไทย” ทะยานแตะ 1,500 จุด ได้เช่นกัน
ส่วนภาพรวมการลงทุนใน “ปีม้าไฟ-2026” ยังคงท้าทายและมีความไม่แน่นอนสูง กลยุทธ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ยังคงเป็น “กระจายการลงทุนไปต่างประเทศ” และ “สินทรัพย์ทางเลือก” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในระยะยาว
ล่าสุดทาง “บลจ.กสิกรไทย” เผย “บทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions” (KCMA) ปี2026 ร่วมกับ “J.P. Morgan Asset Management” เสนอกรอบมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนระยะยาว 10-15 ปี
คาด “พอร์ตการลงทุนทั่วโลก” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.4% ต่อปี และ “ตราสารหนี้” กลับมามีบทบาทมากขึ้น
ส่วน “หุ้นไทย” คาดผลตอบแทนเฉลี่ย 5.2% ต่อปี ส่วนใหญ่มาจาก “เงินปันผล”
แนวโน้ม “หุ้นไทย” หลังเลือกตั้งเป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย
รัฐบาลมี “เสถียรภาพ” ผลักดัน GDP โต 3% ลุ้น “SET Index” ทะยานแตะ 1,500 จุด
โดย “วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า ผลเลือกตั้งของไทยที่ออกมาถือว่าเซอร์ไพรส์ทุกคนในเรื่องของ “Landslide” เช่นเดียวกับญี่ปุ่นก็ “Landslide” เช่นเดียวกัน ตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกโดยหุ้นไทย 3.5% ในขณะที่หุ้นญี่ปุ่น +4% เนื่องจาก “ตลาดหุ้น” ชอบความมี “เสถียรภาพ” ตามทฤษฎีจากการมีรัฐบาลเป็น “พรรคอันดับหนึ่ง” ที่มีเสียงมากพอที่จะตั้งรัฐบาล ที่สำคัญสมัย “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีมืออาชีพมาเป็นรัฐมนตรีผู้ทรงคุณวุฒิสำคัญ ซึ่งก็อาจจะเป็นอีก ปัจจัยหนึ่งที่หนุนภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นด้วย วันนี้ไทยเจอทั้งเรื่อง Trade War, สงครามชายแดน เจอหลายเรื่องมาก เพราะฉะนั้นถ้ามี “รัฐมนตรีที่เป็นมืออาชีพ” มาก็น่าจะช่วยให้เรื่องสำคัญพวกนี้ได้รับการดูแลที่ดีเช่นเดียวกัน

(วิน พรหมแพทย์)
“ปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยยืนในระดับ 1,400 จุด และปรับตัวขึ้นไปถึง 1,500 จุด ได้ คือความเชื่อมั่น และช่วงที่ผ่านมาหุ้นไทยขึ้นมาด้วยความที่ตลาดชอบผลการเลือกตั้งที่ออกมา แต่ก็ต้องรอว่า รัฐบาลสามารถสานต่อนโยบายตามสิ่งที่ตลาดคาดหวังได้มั้ย โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงกับการขับเคลื่อน GDP ให้เติบโตอยู่ในระดับ 3% มันต้องใช้เวลา ต้องทำหลายอย่างมากและตัวเลข 3% จะมาเร็วแค่ไหนด้วย อย่างไรก็ตามถ้า GDP โตไม่ถึง 3% หุ้นไทยก็อาจไปไม่ถึง 1,500 จุด เช่นกัน ต้องรอดูว่าตั้งรัฐบาลได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี การบริหารงบประมาณเร็วไหม ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยที่เราต้องมาดูกันเรื่องของการปรับเป้าอีกครั้ง”

ปรับมุมมอง “หุ้นไทย” ปีนี้เป็น “Neutral”...พร้อมเพิ่มน้ำหนักในพอร์ต “K-WealthPLUS Series” 3-5%
สำหรับ “เศรษฐกิจไทย” ยังคงเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การชะลอตัวของการลงทุน สังคมผู้สูงอายุ และการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตของไทยที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้การคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 2.1% ต่อปี และเงินเฟ้อเฉลี่ย 1.2% โดยในช่วง 10 -15 ปี ข้างหน้า “หุ้นไทย” คาดผลตอบแทนเฉลี่ย 5.2% ต่อปี ส่วนใหญ่มาจาก “เงินปันผล” เป็นหลัก
ภาพ “ระยะสั้น–กลาง” หุ้นไทยยังดูดี อย่างไรก็ตามนัก ลงทุนอาจรอจังหวะตลาดย่อตัวค่อยเข้าลงทุนอีกครั้ง การปรับตัวขึ้นของ “หุ้นไทย” ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเงิน Fund Flow ที่ไหลเข้าจากต่างประเทศ หลัง “หุ้นอินโดนีเซีย” มีแนวโน้มถูกดาวน์เกรดจาก “Emerging Market” เป็น “Frontier Markets” เมื่อนักลงทุนต่างชาติเทียบกันระหว่าง “ไทย–อินโดนีเซีย–ฟิลิปปินส์” ไทยแลนด์เลยได้รับอานิสงส์จากเรื่องนี้ไปด้วย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ของอินโดนีเซียถือเป็นการเตือนสติด้วยเช่นกันว่า ไทยต้องไม่ปล่อยให้เป็นแบบเดียวกัน
“ส่วนมุมมองของบริษัทยังคงให้น้ำหนักหุ้นไทย ‘ปานกลาง’ (Neutral) โดยบริษัทอาจมีการเพิ่มการลงทุน ‘หุ้นไทย’ อีก 3-5% สำหรับกองทุนผสมที่อยู่ในกลุ่ม ‘K-WealthPLUS Series’ เนื่องจากปีที่ผ่านเราลดการลงทุนในหุ้นไทย แต่ปรับเพิ่มการลงทุนใน ‘ทองคำ’ และ ‘หุ้นจีน’ แทน ทำให้ผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้น ภาพระยะยาวหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ในเรื่อง ‘เงินปันผล’ แต่ที่น่ากังวลเพราะเป็นตลาดที่ไม่มี Growth นั่นเอง”
โดย “ปีม้าไฟ” นี้ ยังแนะนำนักลงทุนให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปยัง “สินทรัพย์ต่างประเทศ” และ “สินทรัพย์ทางเลือก” ฝ่าตลาดผันผวน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตและรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาวนั่นเอง
