ชู “China Tech” รับ “ตรุษจีน-ปีม้าไฟ” ปีแห่งการฟื้นตัว... ตอบโจทย์สายเทคฯ พื้นฐานดี-แถมถูกกว่า “US Tech” !!!
ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?...“หุ้นเทคโนโลยีจีน” (China Tech) เป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักลงทุนที่มองหาโอกาสลงทุนในธีมเทคฯ ที่ “พื้นฐานดี-ราคาไม่แพง” โดยกระจายออกมาจาก “หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ” (US Tech)
นั่นทำให้หุ้น “China Tech” ในปี2026 ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ "น่าจับตามองที่สุด" สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ ถือเป็น "ปีแห่งการฟื้นตัว” และ “เติบโตอย่างมีคุณภาพ" หลังจากผ่านช่วงมรสุมการจัดระเบียบและการปรับฐานมาอย่างยาวนาน
ล่าสุดทาง “MSCI” ได้ปรับเพิ่มบริษัทจีนในดัชนี “Global Standard Indexes” อีก 21 บริษัท (เอาเข้า 36 บจ. เอาออก 16 บจ.) เปิดทางกองทุนอิงดัชนีเข้าซื้อเพิ่ม ขณะที่หุ้นกลุ่ม “เทคโนโลยีและ AI” ยังครองสัดส่วนหลัก นั่นทำให้หุ้น “China Tech” ยังเป็นธีมที่น่าสนใจในปีนี้
ภาพรวมของ “หุ้นจีน” (A-Share) เองแม้จะปรับตัวขึ้นมาในช่วง 1 ปีประมาณ +18% แต่ปีนี้ก็ยังทรงตัวลบเล็กน้อย -1% ในแง่ราคาถือว่าสมเหตุสมผล มี Forward 12M P/E ที่ 16.19 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 12.91 เท่า
แต่ยังถูกกว่า “หุ้นสหรัฐ” (Nasdaq100) และ “S&P500” ที่มี Forward 12M P/E ที่ 26.06 เท่า และ 22.65 เท่า ตามลำดับ (ที่มา:Bloomberg, วันที่ 13 ก.พ. 26)
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “China Tech” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "China Tech"...รับ "ตรุษจีน-ปีม้าไฟ" เป้าหมายใหม่ "สายเทคฯ"
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น Fund of Funds 1 กอง และ Feeder Fund อีก 3 กอง ที่มีสไตล์การบริหารแตกต่างกันออกไปตามแต่ละค่าย ประกอบด้วย
- “ES-STARTECH: กองทุนเปิดอีสท์สปริง Star50 Chinese Technology” ของบลจ.กรุงไทย เป็นกองทุนในกลุ่ม “Greater China Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นจีน” ของบริษัทเทคโนโลยีที่มีโอกาสเติบโตสูงในตลาด “STAR Market” แหล่งรวมบริษัท Start up ของจีน รวมถึงหุ้นในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนการเติบโตของจีน รวมดาวเด่นจากอุตสาหกรรม Hi-tech และธุรกิจเกิดใหม่ ผ่านกองทุนที่มีนโยบายดังกล่าวตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป
สำหรับกองทุนที่ลงทุนมากสุด (ณ 31 ธ.ค. 25) ประกอบด้วย
-
Premia China STAR 50 ETF 75.04%
-
KraneShares SSE STAR Market 50 Index ETF 24.26%

- ถัดมาเป็น “ABCNEXT-A: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน ไชน่า เน็กซ์ เจนเนอเรชั่น ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.อเบอร์ดีน เป็นกองทุนในกลุ่ม “China Equity - A Shares” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นจีน” ของบริษัทจดทะเบียน (listed) ขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่จดทะเบียนจัดตั้งประกอบกิจการ หรือมีรายได้หรือกำไรในสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญจากการดำเนินงานหรือมีสัดส่วนของทรัพย์สินอย่างมีนัยสำคัญในจีน (China) ทั้งนี้ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง หมายถึง หุ้นของบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่า 30th percentile ของตลาดจีนโดยรวม
ปัจจุบันกองทุนหลักกระจายการลงทุนภายใต้ 4 ธีมหลัก ได้แก่ Aspiration, Green, Health และ Technology ที่จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรุ่นใหม่ (Next Generation) ของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ ธีมการลงทุนดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมในอนาคต
โดยลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘abrdn SICAV I - China Next Generation Fund (Z Acc USD)’ ที่บริหารจัดการโดย abrdn Investments Luxembourg S.A.
สำหรับ 5 อุตสาหกรรมที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด (ณ 30 ธ.ค. 25) ประกอบด้วย 1) Industrials 26.51%, 2) Consumer Discretionary 21.91%, 3) Information Technology 19.97%, 4) Consumer Staples 9.25% และ 5) Materials 6.17%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Zhejiang Shuanghuan Driveline Co Ltd – A 6.04%, 2) Yantai China Pet Foods - A 5.13%, 3) Beijing Huafeng Test & Con - A 4.96%, 4) Precision Tsugami China Corp 4.59% และ 5) Sieyuan Electric Co., Ltd - A 4.43% ตามลำดับ”
- มาต่อกันด้วย “DAOL-CHIG: กองทุนเปิด ดาโอ ไชน่า โกรท” ของบลจ.ดาโอ เป็นกองทุนในกลุ่ม “Greater China Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นจีน” ของบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดขนาดเล็ก ในประเทศจีน หรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน ซึ่งรวมถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนเขตปกครอง และเขตอื่นๆ เช่น ฮ่องกง และไต้หวัน ผ่านกองทุนหลัก ‘Matthews Asia Funds – China Discovery Fund (Class I USD)’ ที่บริหารจัดการโดย Matthews International Capital Management, LLC
สำหรับ 5 อุตสาหกรรมที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด (ณ 31 ธ.ค. 25) ประกอบด้วย 1) Consumer Discretionary 25.4%, 2) Information Technology 21.4%, 3) Industrials 21.0%, 4) Health Care 5.6% และ 5) Materials 5.3%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Yantai Jereh Oilfield Services Group Co., Ltd. 4.6%, 2) ACM Research, Inc. 4.4%, 3) Hongfa Technology Co Ltd. 4.3%, 4) Atour Lifestyle Holdings, Ltd. 3.9% และ 5) Zhejiang Shuanhuan Driveline Co., Ltd. 3.6% ตามลำดับ”

- ปิดท้ายกันด้วย “MCHEVO: กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไชน่า เอโวลูชั่น” ของบลจ.เอ็มเอฟซี เป็นกองทุนในกลุ่ม “Greater China Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นจีน” ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในสาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ซึ่งจดทะเบียนทั้งในและนอกประเทศจีนผ่านกองทุนหลัก ‘T.Rowe Price China Evolution Equity Fund – Class I’ ที่บริหารจัดการโดย T. Rowe Price (Luxembourg) Management
สำหรับ 5 อุตสาหกรรมที่กองทุนหลักลงทุนมากสุด (ณ 31 ม.ค. 26) ประกอบด้วย 1) Industrials & Business Services 27.47%, 2) Information Technology 28.94%, 3) Consumer Discretionary 13.68%, 4) Materials 13.40% และ 5) Real Estate 3.83%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Yunnan Aluminium 3.82%, 2) Cmoc 2.78%, 3) Yantai Jereh Oilfield Services 2.73%, 4) CRRC 2.70% และ 5) Unimicron Technology 2.53% ตามลำดับ”
“หุ้นจีน” เองถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกที่กระจายออกจากสหรัฐอยู่แล้ว และในตลาดจีนเอง “China Tech” คือเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่น่าสนใจสุด เป็น “หุ้นเทคโนโลยี” เหมือนกัน พื้นฐานแกร่ง ที่สำคัญราคาไม่แพงเหมือน “US Tech” ช่วยตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี สำหรับนักลงทุนที่ชื่นชอบธีมเทคฯ และอยากกระจายความเสี่ยงออกจาก “US Tech” บางส่วน เชื่อว่า “China Tech” จะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตให้ได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
