“กองหุ้นจีน” & “กองทุนทองคำ”...เป็น 2 ประเภทที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยดำดิ่ง ‘ติดลบ’ ช่วง 8 เดือนแรก !!!
ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ยังถูกปกคลุมด้วยวิกฤติ COVID-19 และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศหลักอย่าง ‘สหรัฐ’ และ ‘ยุโรป’ ที่สู่โหมดเข้มงวดมากขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยที่มาเขย่าตลาดการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการออกมาจัดระเบียบของ “รัฐบาลจีน” ครั้งใหญ่ คุมเข้มมาตรการไปในหลากหลายอุตสาหกรรมก็ทำให้ “ตลาดหุ้นจีน” ในปีนี้ เสียศูนย์ไปตั้งแต่ช่วงต้นปีกันมาเลยทีเดียว
การฟื้นตัวที่ “แตกต่าง” ของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ทำให้สินทรัพย์การลงทุนก็ให้ผลงานในช่วง 8 เดือนแรกแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน
โดยกลุ่มกองทุนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยแย่สุดในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้แก่ “กองหุ้นจีน” ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย -10.11%
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพามาดูบทสรุปของ Top 5 กองทุน 5 ประเภท ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย “แย่สุด” ในช่วง 8 เดือนแรกที่ผ่านมากัน
“กองหุ้นจีน” เจอรัฐเบรกหัวทิ่ม...ทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุดช่วง 8 เดือน -10.11%
ในขณะที่ช่วง 8 เดือนแรก กลุ่ม Top 5 กองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย “สูงสุด” ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 21.9 – 47.46% นั้น ภาพของกลุ่ม Top 5 ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย “ต่ำสุด” ถูกทิ้งห่างอยู่พอสมควร โดยทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ -10.11% ถึง 3.04% ประกอบไปด้วยกองหุ้น 2 ประเภท กองทุนทองคำ และกลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภท Fund of Property Funds อีก 2 ประเภท
สำหรับกลุ่ม “กองหุ้นจีน” ถือเป็นประเภทที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ต่ำสุดในช่วง 8 เดือนแรกนี้ แต่นับเป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกและนักลงทุนไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ -10.11% โดยกองที่มี ‘ผลงานดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ มีผลตอบแทนต่างกันถึง 35.41%
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดเกรทเธอร์ ไชน่า (GC)” ของ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ ทำผลตอบแทนได้ 10.98%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน ‘INVEST GREATER CHINA’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีตั้งแต่ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน (NAV) ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ในตราสารทุน และ/หรือหลักทรัพย์ที่โอนสิทธิได้ (Transferable securities) ซึ่งออก หรือจดทะเบียน และ/หรือทำการซื้อขายในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังเป็นที่น่าจับตามอง (Emerging countries) ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกงและไต้หวัน”
“กองทุนทองคำ” อับแสงหลังศก.โลกเริ่มฟื้นตัว...ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ -3.34%
อันดับถัดมาเป็นกองทุนในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง “กองทุนทองคำ” ซึ่งความน่าสนใจดูลดน้อยลงไปในช่วงแรกที่ศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวเช่นนี้ ผลักดันให้ “หุ้น” มีความน่าสนใจมากกว่าโดยเปรียบเทียบ ช่วง 8 เดือนแรกทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ -3.34% โดยกองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ นั้น มีผลตอบแทนต่างกันอยู่ 7.97% อาจจะไม่ได้ต่างกันมากเพราะส่วนใหญ่เป็นกองทุนสไตล์ Passive Fund ที่ลงทุนในทองคำเหมือนๆ กัน
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ -ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (SCBGOLDE)” ของ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ทำผลตอบแทนได้ 3.55%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนใน ‘SPDR Gold Trust’ ซึ่งกองทุนดังกล่าวจัดตั้งและจัดการโดย World Gold Trust Services, LLC ที่ถือหุ้นโดย World Gold Council (WGC) โดยบริษัทจัดการจะมุ่งทำการซื้อขายหน่วงลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ”

“Fund of Property Funds-ผสม” ได้ผลดีส่วนต่างประเทศ...ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 2.13%
“กองหุ้นจีน” และ “กองทุนทองคำ” เป็น 2 ประเภทกองทุนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย “ติดลบ” ในช่วง 8 เดือนแรกนี้ มาถึงอันดับถัดมาที่อยู่กลุ่ม Top 5 ผลงานแย่กันต่อ ได้แก่ กลุ่ม “Fund of Property Funds-ผสม” ซึ่งเป็นกลุ่มกองทุนรวมที่ไปลงทุนในกองทุนรวมอสังหริมทรัพย์ทั้งที่อยู่ในไทยและต่างประเทศผสมกัน ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 2.13% โดยกองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ มีผลตอบแทนต่างกันถึง 20.76% เลยทีเดียว
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดบีแคป โกลบอล พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซ์ (BCAP-GPROP)” ของ ‘บลจ.บางกอกแคปปิตอล’ ทำผลตอบแทนได้ 21.35%
“กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และหรือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และหรือ หน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงหรือโดยอ้อม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงอยู่ระหว่างการกระจายการถือหน่วยลงทุนหรือเปิดเสนอขายครั้งแรกตั้งแต่ 2 กองทุนข้นึไป เพื่อให้มี net exposure โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ น้อยกว่า 80% ของ NAV”
“Fund of Property Funds-ไทย” ผลงานซบเซาตามตลาด...ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 2.59%
ถัดมายังคงเป็นกลุ่ม “Fund of Property Funds-ไทย” แต่เน้นมาที่การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยเพียงอย่างเดียว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากลุ่มกองอสังหาริมทรัพย์ในไทยเองผลงานก็ไม่สู้จะดีเท่าไรนักเช่นกัน ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนประเภทนี้ไม่ดีไปด้วย ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้เพียง 2.59% โดยกองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ มีผลงานต่างกัน 4.46%
สำหรับกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิด วรรณ พร็อพเพอร์ตี้ พลัส ฟันด์ (ONE-PROP)” ของ ‘บลจ.วรรณ’ ทำผลตอบแทนได้ 5.03%
“กองทุนมีนโยบายที่จะนําเงินที่ได้จากการระดมทุน ไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารที่อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมุ่งลงทุนใน หน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือหน่วยลงทุนของกองทุนโครงสร้าง พื้นฐานที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉลี่ยในรอบระยะเวลาบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV”
“กองหุ้นตลาดเกิดใหม่” ยัง underperform…ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 3.04%
สุดท้ายเป็นกลุ่ม “กองหุ้นตลาดเกิดใหม่” ซึ่งเป็นตลาดที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมายัง underperform กลุ่ม “ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)” มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มีการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าก็ตาม โดยทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 3.04% ในขณะที่กองทุนที่มี ‘ผลงานดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ มีผลตอบแทนต่างกันถึง 35.40%
สำหรับกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิด เคดับบลิวไอ อิเมอร์จิ้ง อีสเทอร์น ยุโรป เอฟไอเอฟ (KWI EE EURO)” ของ ‘บลจ.คิง ไว (เอเชีย)’ ทำผลตอบแทนได้ 27.03%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน ‘Manulife Global Fund-Emerging Eastern Europe Fund (Class A)’ (Master Fund) ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศลักเซมเบิร์ก และบริหารจัดการโดย ‘Charlemagne Capital (UK) Limited’ เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในหลักทรัพย์พื้นฐานซึ่งมีการจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในแถบ ‘ยุโรปตอนกลางและตะวันออก’ ซึ่งจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสาธารณรัฐเชค ฮังการี โปแลนด์ สโลวาเกีย และรัสเซีย รวมถึงหุ้นเปิดใหม่ในภูมิภาคเดียวกันนี้”
สุดท้ายจะพบว่าแม้จะเป็นกลุ่มกองทุน Top 5 ที่มีผลงานแย่สุดในช่วง 8 เดือนแนกก็ตาม แต่ในแต่ละประเภทกองทุนก็มี ‘ความแตกต่าง’ ของผลการดำเนินงานภายในกลุ่มเองด้วย “กองผลงานดี” ของประเภทกองทุนที่มี “ผลงานแย่” เองก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ได้เช่นกัน ดังนั้นเลือกกองทุนก็สำคัญและระยะเวลาการลงทุนก็สำคัญ และสำคัญสุดอย่าลืม “กระจายการลงทุน” อย่างเหมาสมด้วย จะทำให้คุณไม่พลาดในทุกโอกาสการลงทุนนั่นเอง
