“บลจ.แอสเซท พลัส” ตั้งเป้า AUM ปี’26 แตะ 6.3 หมื่นลบ. โต 20%... เปิด “3 ธีมเด่น” รับเงินทุนโลกเปลี่ยนทิศ พร้อมมองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,620 จุด !!!
Fun of Funds: หนึ่งในบลจ.ที่มี “จุดเด่น” ด้าน “นวัตกรรม” ในไทย ต้องยกให้ “บลจ.แอสเซท พลัส” ลูกสายตรงของ “บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์” นั่นเอง
เป็นบลจ.แรกที่นำนักลงทุนไปลงทุนใน “Hedge Fund” ระดับโลก ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 5 แสนบาท เท่านั้น ทั้ง Renaissance, millennium และ Point72
ปัจจุบัน (ณ 30 ม.ค. 26) มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร 54,916 ล้านบาท มีการเติบโตเฉลี่ยช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 3% ต่อปี
มีครบทุกธุรกิจประกอบด้วย “กองทุนรวม” 58.23%, “กองทุนส่วนบุคคล” 38.66% และ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” 3.11%
แสดงถึงฐานธุรกิจที่มีความหลากหลายและสมดุลระหว่าง “ลูกค้ารายย่อย” และ “ลูกค้าสถาบัน” ได้เป็นอย่างดี
โดยปีนี้ตั้งเป้า AUM โต 20% ทะยานแตะ 63,000 ล้านบาท
พร้อมเปิด 3 ธีมเด่นรับ “ปีม้าไฟ-2026” นี้ ได้แก่ 1) AI & Innovation 2) Live with Uncertainty และ 3) Global Rebalancing เพื่อรองรับการเปลี่ยนทิศของกระแสเงินทุนโลก
ทิศทางธุรกิจของ “บลจ.แอสเซท พลัส” และมุมมองการลงทุนในปีนี้จะเป็นเช่นไรบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจาก “ผู้บริหารสูงสุด” ขององค์กรแห่งนี้ไปพร้อมๆ กันได้เลย

ตั้งเป้า AUM ปี’26 แตะ 6.3 หมื่นลบ. โต 20%...เชื่อ “ผลงานกองทุนที่ดี” & “กองทุนที่มีนวัตกรรม” หนุนการเติบโตระยะยาว
โดย “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส บอกว่า ปีนี้ตั้งเป้า AUM โต 20% แตะ 63,000 ล้านบาท โดยบริษัทมี “จุดเด่น” ในเรื่องของ “นวัตกรรม” (Innovation) อยู่แล้ว ยังคงนำนักลงทุนไทยสู่โอกาสลงทุนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของ “Hedge Fund” ที่สามารถใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น ปัจจุบัน 4 กองทุนที่มีอยู่ (ASP-LEGACY-UI, ASP-MILLENNIUM-UI, ASP-PHF-UI, ASP-POINTAI-UI) ในประเทศไทยก็ซื้อได้ที่บริษัทเพียงแห่งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังนำเสนอกองทุนที่เป็นธีมใหม่ๆ ในซีรีย์ “ATracker” ซึ่งเป็น “กองทุน Thematic” ที่มีการลงทุนที่น่าสนใจมีนวัตกรรมการลงทุนใหม่ เป็น Passive ETF เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายลงทุนไปยังอุตสาหกรรมใหม่ๆ ของโลก ซึ่งในปีนี้มีแผนจะออกทุกไตรมาสสิ้นปีน่าจะมีรวมกันประมาณ 12 กอง ปีนี้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “หุ้น” ยังน่าสนใจกว่า “ตราสารหนี้” เพราะเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโต ไม่มีวิกฤติเกิดขึ้นแต่ประการใด

(คมสัน ผลานุสนธิ)
สำหรับปี2026 บริษัทวางแผนธุรกิจบน 2 แกนหลัก ได้แก่ 1. การเสริมความแข็งแกร่งให้กองทุนเดิม (Existing Product Enhancement) และ 2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (Innovative Product) เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของบริษัทในทุกมิติ
“เราเชื่อว่าการทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนโดดเด่น ควบคู่กับการเปิดตัวกองทุนธีมใหม่อย่างต่อเนื่อง จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน การพัฒนาโซลูชันแบบ Tailor-Made จะช่วยสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนในระยะยาว ด้วยแรงสนับสนุนจากผลงานกองทุนที่โดดเด่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านนวัตกรรม และการให้บริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ในส่วน ‘กองทุนส่วนบุคคล’ เริ่มต้นเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น เชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและมั่นคงให้กับนักลงทุนได้”
เปิด 3 ธีมเด่น “1) AI & Innovation 2) Live with Uncertainty และ 3) Global Rebalancing” รองรับการเปลี่ยนทิศของกระแสเงินทุนโลก…พร้อมมองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,620 จุด
แล้วการลงทุนใน “ปีม้าไฟ-2026” ทิศทางจะเป็นยังบ้างนั้น
ทาง “กมลยศ สุขุมสุวรรณ” ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส บอกว่า ปี2026 เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะโตได้ 2 – 3% เศรษฐกิจสหรัฐคาดว่าจะเติบโต 2.4% เพิ่มจาก 2.2% ในปีก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อทยอยลดลงอยู่ที่ 2.6 – 2.7% ใกล้กรอบเป้าหมาย 2% ของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) แม้ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวเชิงโครงสร้าง แต่ถือเป็นเงื่อนไขที่เปิดทางให้ Fed มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมโดยคาดว่าปีนี้ Fed จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเติบโต
ปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก เรากำลังเห็นภาพดอกเบี้ยขาลงในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนมีแนวโน้มปรับสมดุลจากตลาดที่ปรับตัวขึ้นมามากอย่าง “สหรัฐ” ไปสู่ตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะถัดไป เช่น “ญี่ปุ่น” และ “เอเชีย” มากขึ้น

(กมลยศ สุขุมสุวรรณ)
จากบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน บริษัทได้วางกลยุทธ์การลงทุนปี2026 ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ 1) AI & Innovation 2) Live with Uncertainty และ 3) Global Rebalancing เพื่อรับมือการเปลี่ยนทิศของกระแสเงินทุนและสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
-
AI & Innovation: เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, เซมิคอนดักเตอร์, ไปจนถึงอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อวกาศและสินทรัพย์ดิจิทัล
-
Live with Uncertainty: เน้นการจัดพอร์ตเพื่อรับมือความผันผวนที่ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก ผ่านการเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เช่น Hedge Fund, อุตสาหกรรมกลาโหม รวมถึงทองคำและเหมืองแร่ทองคำและเงิน ซึ่งมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะตลาดผันผวน
-
Global Rebalancing: สะท้อนมุมมองต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาดที่ปรับขึ้นมามาก ไปสู่ภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยเฉพาะญี่ปุ่นและตลาดเอเชีย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในประเทศพัฒนาแล้ว

“ส่วน ‘หุ้นไทย’ เองถือเป็นปีที่ดี เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจน GDP ไตรมาส4/25 ขยายตัวดีกว่าคาด แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการท่องเที่ยวฟื้นตัว พร้อมเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็น Net Inflow ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ขณะที่ P/E ตลาดไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี สะท้อน Upside ที่ยังเปิดกว้าง หากกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากเงินที่ออกมาจากตลาดอินโดนีเซียด้วย ในปีนี้ถ้าหุ้นเกาหลีใต้ถูกอัปเกรดไปสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ (DM) ก็มีโอกาสที่เงินจะไหลเข้ามาเพิ่มเติมได้อีกเช่นกัน เพียงแค่นี้ก็หนุนให้หุ้นไทยยังไปได้ค่อนข้างดี บริษัทให้เป้าดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,620 จุด และแนวรับ 1,400 จุด น่าจะแข็งแกร่ง ถ้าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอะไรเกิดขึ้น”
ทั้งหมดนี้คือก้าวที่กล้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของ “บลจ.แอสเซท พลัส” ที่พร้อมเปิดเกมรุกเต็มรูปแบบในทุกกลุ่มธุรกิจ และคงเป็นที่จับตาของเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน พร้อมแนะนักลงทุน “จัดพอร์ตเชิงรุก” รับการเปลี่ยนทิศของกระแสเงินทุนโลกด้วยเช่นกัน จะได้ไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุนที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง
