Official Update :

“บลจ.” ผสานเสียง...มอง ‘หุ้นไทย’ ปีหน้าสดใส-แต่ไปได้ไม่ไกล 1,500 – 1,600 จุด !!!

“ตลาดหุ้นไทย” ในปีนี้ถือเป็นหนึ่งปี ที่ยากลำบากอีกหนึ่งปี ในขณะที่หลายตลาดในโลกกลับมาทำ ‘New High’ กันแล้ว แต่ปีนี้ (ณ วันที่ 23 ธ.ค. 63) ‘SET Index’ ยัง – 9.84% ส่วน ‘SET TRI’ -6.87%

ด้วยปัจจัยต่างๆ นานาที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ ระดับโลก อย่างการแพร่ระบาดของไวรัส ‘COVID-19’ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง

เนื่องจากฟันเฟืองหัวใจหลักสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อน อย่างภาคการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังมีประเด็นอย่างการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความแน่นอนในตอนนี้ จึงทำให้นักลงทุนมีความกังวลไม่น้อย

ซ้ำล่าสุด ยังเจอการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ใน ‘ระลอกที่สอง’ ที่ส่อแววจะต้องล็อกดาวน์อีกครั้งเพื่อควมคุบสถานการณ์ต่างๆ ให้ดีขึ้น เพื่อรอความหวังอย่าง ‘วัคซีนต้านไวรัส COVID-19’

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำเสนอมุมมองตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้ไปถึงปี 64 ของผู้เชี่ยวชาญบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาแชร์ให้แก่นักลงทุนที่สนใจ

“บลจ.กสิกรไทย” มอง SET ปีหน้า 1,550 – 1,600 จุด...รับแรงหนุนการฟื้นของเศรษฐกิจ

โดยมุมมองแรกจาก “สุรเดช เกียรติธนากร” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด ได้ให้ทิศทางตลาดหุ้นไทยในปี 64 จะมีปัจจัยหนุนจากการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจ มองว่าประเทศไทยจะยังเผชิญความท้าทายแต่คาดหวังว่าจะสามารถคุมโควิด-19 ได้

(คุณสุรเดช เกียรติธนากร)

“รวมถึงแนวโน้มการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจากต่างชาติในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยซึ่งนักลงทุนต่างชาติได้ลดน้ำหนักการลงทุนมาต่อเนื่องกว่า 5 ปี โดยมองเป้า ดัชนีหุ้นไทยในปีหน้าที่ประมาณ 1,550-1,600 จุด

คาด SET ครึ่งปีแรก...ยังต้องเผชิญกับปัจจัยหนุนและปัจจัยกดดันอยู่

สำหรับปัจจัยที่จะสนับสนุนหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรก ประกอบไปด้วยการคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนและการแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึง, ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศแกนหลักต่างๆ เช่น สหรัฐฯ

“ส่วนปัจจัยลบหรือที่ต้องติดตามนั้น ประกอบไปด้วย สถานการณ์ระบาดที่ยังไม่สิ้นสุด, สถานการณ์การเมืองในภูมิภาค, ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนและนโยบายบริหารประเทศของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการค้าและความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ”

แนะนำธีมการลงทุนที่น่าจับตามอง...เป็นกลุ่มที่ ‘ฟื้นตัวได้เร็ว’ และ ‘การเติบโตสูง’

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจไหนที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แบ่งออกเป็น 2 ธีมใหญ่ อย่าง หุ้นกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาได้ดีประกอบไปด้วยใกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์พลังงานและปิโตรเคมี โรงแรม และโรงพยาบาลอีกหนึ่งกลุ่มคือหุ้นกลุ่มที่มีประสิทฺภาพในการเติบโตได้ดี ประกอบไปด้วย สาธารณูปโภค ค้าปลีก ขนส่งสาธารณะและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

“บลจ.ทิสโก้” มองดัชนี SET ปัจจุบันสะท้อนปัจจัยพื้นฐานไปหมดแล้ว...ปีหน้าอาจขยับได้ไม่มาก

ด้าน “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัด ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทย ณ ปัจจุบันที่ 1,450-1,500 จุด ทำให้เป้าหมายดัชนีในปีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากนี้มากนัก เนื่องจากการประเมินมูลค่า (valuation) ในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยต่างๆ ในปีหน้าไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพื้นตัวของเศรษฐกิจ ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน แต่หากดูหุ้นเป็นรายอุตสาหกรรมหรือรายตัวนั้น ก็ยังมีหุ้นที่มีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ ซึ่งหากมีการปรับตัวลดลงก็อาจจะลดลงได้ไม่มากนัก

(คุณสาห์รัช ชัฏสุวรรณ)

ลุ้น SET ปีหน้าอาจผ่าน 1,500 จุด...หากไทม์มิ่งแจกจ่าย ‘วัคซีนต้าน COVID-19’ เป็นไปตามตลาดคาด

โดยอีกหนึ่งมีปัจจัยสนับสุนนสำคัญที่มีผลตลาดหุ้นอย่างการพัฒนา ‘วัคซีนต้านไวรัส COVID-19’ ที่มีความเป็นไปได้จะเริ่มแจกจ่ายได้ในปีหน้า ซึ่งหากเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะช่วยภาคการท่องเที่ยวหัวใจหลักสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวกลับมาได้และช่วงให้ดันชีตลาดหุ้นไทยผ่าน 1,500 จุด ได้เช่นกัน

แนะกลุ่มที่น่าสนใจอิงตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก... ‘ธนาคารพาณิชย์-พลังงาน-ปิโตรเคมี’

สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในระยะสั้นประเมินว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ผันตัวได้ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ในปีหน้า ประกอบไปด้วย ธนาคารพาณิชย์, พลังงานและปิโตรเคมี ส่วนในระยะยาวกลุ่มท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศ เนื่องจากเป็นที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

“ทั้งนี้กรณีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ‘ระลอกใหม่’ จะมีสร้างความกังวลแก่นักลงทุนได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดและการรับมือของรัฐบาล แต่ด้วยประสบการณ์ของรัฐในช่วงที่ผ่านมาที่บริหารจัดการได้ในอันดับต้นของโลก ก็เชื่อว่าจะบริหารจัดการได้ แต่ระยะสั้นก็อาจจะมีผลต่อตลาดได้”

“บลจ.แอสเซท พลัส” มอง COVID-19 ‘ระลอก 2’ กดดันมากน้อยเพียงใด...ขึ้นอยู่กับการรับมือของรัฐบาล

ส่วน “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ได้ให้มุมมองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมามีทิศทางที่ค่อนข้างดี แต่หลังจากมีข่าวการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ‘ระลอกที่สอง’ ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงกว่ารอบแรก ทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงค่อนข้างเยอะ ซึ่งในระยะสั้นตลาดจะกดดันด้วยปัจจัยดังกล่าว

(คุณคมสัน ผลานุสนธิ)

“จึงอาจจะต้องติดตามความรุนแรงของการแพร่ในรอบนี้อย่างใกล้ชิดและการรับมือของรัฐบาลว่ามีความจำเป็นที่จะล็อกดาวน์กรุงเทพฯ ด้วยหรือไม่ ซึ่งจากแนวโน้มมีโอกาสที่จะประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์ก็ตามได้ส่งผลให้ผู้คนเกิดความกังวลในการออกจากบ้านและการร่วมกิจกรรมทุกอย่างลง”

คาด “วัคซีนต้าน COVID-19 – เงินดอลลาร์อ่อน”...จะหนุนฟันด์โฟลด์ไหลเข้า ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’รวมถึง SET ทะลุ 1,500 จุด

โดยทิศทางในปีหน้า ธีมส่วนใหญ่ของโลกได้มุ่งไปยังวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ที่ปัจจุบันได้เริ่มมีการแจกจ่ายไปยังประเทศหลักๆ ซึ่งในเอเชียคาดว่าในช่วงไตรมาส 2/64 จะเริ่มใช้งานได้ ขณะเดียวกันนโยบายการเงินและคลังของแต่ละประเทศที่อัดฉีดอย่างต่อเนื่อง และค่าเงินดอลลาร์ที่ยังอ่อนจะช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งในช่วง1-2 เดือนที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนต่างชาติก็เริ่มไหลเข้าตลาดหุ้นไทย โดยในแนวโน้มในปีหน้าคาดว่าจะไหลเข้ามาอีกค่อนข้างเยอะ หลังจากที่หลายสถาบันเริ่มกลับมาให้น้ำหนักการลงทุนเพิ่ม

“สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีหน้า คาดว่ามีโอกาสที่จะทะลุ 1,500 จุดได้ หากการแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 เป็นไปตามตลาดคาดการณ์ และการควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ในประเทศได้ดี ตัวเลขผู้เชื้อเพิ่มไม่สูงมากนัก”

แต่อย่างไรก็ดีมูลค่าพื้นฐานตลาดหุ้นอย่าง P/E ในปีหน้าที่ 20 เท่า ก็ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นไทยถูกมากนักเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ที่ปรับตัวขึ้นมาไม่สูงเท่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งหากดูจากปัจจัยพื้นฐานตลาดหุ้นไทยก็ยังดูดีที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นดังกล่าว

แนะกลุ่มที่น่าสนใจ “หุ้นถุงมือยาง-ออนไลน์แพลตฟอร์ม-ออนไลน์ช้อปปิ้ง”...รับกระแส COVID-19ระบาดระลอกใหม่

สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจหรือกลับมาคึกคักอีกครั้ง ประกอบไปด้วย หุ้นถุงมือยาง ออนไลน์แพลตฟอร์ม ช้อปปิ้งออนไลน์ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ควรเลี่ยงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19ในระลอก เนื่องจากทำให้การดำเนินธุรกิจต้องชะลอตัวออกไป แต่หากมองข้ามช้อตไปในปีหน้าก็ถือเป็นโอกาสลงทุนด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีโอกาสที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวจะฟื้นตัวกลับมา

“บลจ.ไทยพาณิชย์” เชื่อSET ปี64แนวโน้มดีขึ้น...รับแรงหนุนการแจกจ่ายวัคซีน-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง

ในขณะที่ “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” Chief Investment Officer บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวถึงตลาดหุ้นไทยว่าแนวโน้มหุ้นไทยในปีหน้ายังคงมีทิศทางที่ดี บนสมมุติฐานการได้รับวัคซีนต้าน ‘ไวรัสCOVID-19’ ตามที่ตลาดคาดการณ์ และการไหลข้าวของฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่มีแนวโน้มว่าจะไหลเข้ามากขึ้น หลังจากนโยบายการเงินและการคลังของประเทศสหรัฐฯ ที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้เงินสดจะล้นตลาดและไหลเข้ามาตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึง ‘ตลาดหุ้นไทย’

(คุณนัท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)

“ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ในตลาดหุ้นไทยแล้ว ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาราว 3-4 หมื่นล้านบาท ทำให้มีการปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรงๆ ซึ่งหากทั้งสองปัจจัยเป็นไปตามคาดการณ์ก็มีโอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีหน้าจะปรับตัวขึ้นสูงกว่า 1,500 จุด”

ขณะเดียวกันหากมีนโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการบริโภคในประเทศได้ ก็จะช่วยให้การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีหน้ากลับมาได้จากปี63 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งสิ่ง ช่วยให้ดัชนีตลาดกลับมาได้

มองการแพร่ระบาด COVID-19 กระทบSET ระยะสั้นๆ...แต่ถือเป็น ‘โอกาสเก็บ’

สำหรับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ‘ระลอกที่สอง’ ในช่วงสั้นก็อาจทำให้ตลาดย่อยตัวลงมาบ้าง แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่กังวลมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลที่ศักยภาพบริหารจัดการได้ดี ซึ่งหากจะมีการล็อกดาวน์ก็อาจจะเกิดขึ้นเป็นจุดไปไม่ถึงขั้นล็อกดาวน์ทั้งประเทศ จึงประเมินว่าอาจจะไม่ได้ส่งผลให้ดัชนีลดลงถึงขั้น ‘จุดต่ำสุด’ เดิมที่เคยทำ

“ซึ่งการย่อยตัวของดัชนี ก็ถือเป็นโอกาสการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่อิงตามความต้องการหรือเศรษฐกิจโลก อย่างกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากแนวโน้มราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างอิงกับเศรษฐกิจโลกจึงทำให้มีการปรับตัวค่อนข้างเร็ว”

“บลจ.กรุงไทย” มองเป้าSET ปีหน้าที่ 1,600 จุด อิง P/E 20 เท่า...เเม้จะแพงกว่าอดีตแต่ยังน่าสนใจหากเทียบกับตราสารหนี้

ส่วน “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปีหน้าที่ 1,600 จุด อิง P/E ที่ 20 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่เมื่อเทียบสินทรัพย์อย่างตราสารหนี้ในสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ ‘Earning Yield Gap’ ส่วนต่างระหว่าง Earning Yield ของ ‘ตลาดหุ้น’ เทียบกับ ‘ตราสารหนี้’ นั้นไม่ห่างกันมาก จึงทำให้หุ้นไทยเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจมากกว่า

( ดร.สมชัย อมรธรรม)

"วัคซีน" จะช่วยหนุนให้ ‘เศรษฐกิจไทย’ และ ‘ภาคการท่องเที่ยว’ ฟื้นตัวกลับมาได้

สำหรับปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในปีหน้า จะมาจากความคาดหวังการแจกวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ที่จะเริ่มแจกจ่ายได้ในช่วงกลางปีหน้า จึงทำให้ภาคการท่องเที่ยวจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ โดยในเบื้องต้นคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 64 อยู่ที่ 7 ล้านคน

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 64 คาดการณ์ว่าจะกลับมาเป็นบวกได้หรือเติบโตได้ 3.5% จากปีนี้ที่ติดลบ โดยเป็นการพื้นตัวตามเศรษฐกิจทั่วโลก ที่จะได้การมาของวัคซีนต้าน COVID-19 ทำให้สถานการณ์ของการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 มีทิศทางที่ดีขึ้น และจะส่งผลมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาด้วยเช่นกัน”

แนะกลุ่มที่น่าสนใจ... ‘อินฟราซัคเจอร์-การบริโภค-เทคโนโลยีและท่องเที่ยว’

โดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจหรือกลุ่มที่แนะนำ เป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายการลงทุนจากรัฐบาลและการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ อย่างกลุ่มอินฟราซัคเจอร์ การบริโภค เทคโนโลยี รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว ที่จะได้รับประโยชน์จากการมาของวัคซีนต้านไวรัส COVID-19

“วัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจไทย เพราะภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมไปถึงการกลับมาให้น้ำหนักการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหลังจากเทขายเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน”

สุดท้ายปีหน้าฟ้าใหม่ “ปีฉลู-2563” จะไปได้ไหลแค่ไหนนั้น ยังคงต้องติดตามกันต่อไป ถ้าเป้า 1,500 จุด เทียบจากระดับประมาณ 1,400 จุด ในปัจจุบัน อัพไซด์อาจไม่มากประมาณ 7% เท่านั้น แต่ถ้าขยับไป 1,600 จุด อัพไซด์จะกว้างขึ้นเป็น 14% น่าสนใจขึ้นมาอีกนิด และบางโบรกมองไกลถึง 1,700 จุด นั่นเรากำลังพูดถึงอัพไซด์ระดับ 21% เลยทีเดียว ซึ่งหาก ‘ตลาดหุ้นไทย’ จะไปไกลกว่านี้ ก็คงมีแต่คนแฮบปี้แล้วล่ะ