“หุ้นไทย” ยังไม่ไร้เสน่ห์...ลุยหุ้นไทย ‘แบบสมาร์ท’ ไปกับ “กอง KTEF” !!!
“ธีมการลงทุนเปิดเมือง”...เป็นธีมการลงทุนที่ถูกพูดถึงออกอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาหรือนับตั้งแต่การแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ในประเทศต่างๆ มีความคืบหน้าที่ดีขึ้น
จนทำให้หลายๆ ประเทศเริ่ม “คลายล็อกดาวน์” และเปิดให้มีการเดินทางได้ภายในประเทศ จึงส่งผลให้ธีมการลงทุนเปิดเมืองได้รับความน่าสนใจขึ้นอีกโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีหุ้นเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวและวัฏจักรเศรษฐกิจ
ถึงแม้ว่า “ตลาดหุ้นไทย” อาจจะไม่เห็นวี่แววของการคลายล็อกดาวน์ได้ในเร็วๆ นี้ แต่ประเทศที่มีภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ นี่ก็อาจเป็นโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญอีกหนึ่งครั้ง
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำเสนอ “กองทุนรวมหุ้นไทย” ที่น่าสนใจจาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)” ที่ได้รับการจัดอันดับ “มอร์นิ่งสตาร์ 5ดาว” มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“กอง KTEF”...ลุยหุ้นไทยโชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ตั้งกองทุน 10 ปีกว่าอยู่ที่ 7.88% ต่อปี
“ตลาดหุ้นไทย” ในปีนี้ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นตลาหนึ่งในทำเนียบตลาดหุ้นโลกเลยทีเดียว
ท่ามกลางปัจจัยลบที่กดดันทั้ง “ภายในประเทศ” จากพิษ COVID-19 ระลอกใหม่ ตลอดจนการเมืองที่มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นตามลำดับ และ “ภายนอกประเทศ” โดยเฉพาะทิศทางการเข้มงวดนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐที่กำลังจะทำ QE Tapering เป็นต้น
แต่ด้วยพัฒนาการในเชิงบวกของการฉีดวัคซีนและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประเทศที่ใกล้จะเกิดขึ้น ทำให้มีความคาดหวังว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ จะกลับมาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยไม่มากก็น้อย และถ้ามองกันยาวๆ นี่คือตลาดหลักที่นักลงทุนไทยใกล้ชิดและรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี

โดยกองหุ้นไทยที่น่าสนใจดังกล่าวมีชื่อว่า “กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์” หรือ “KTEF” ที่ได้จัดตั้งขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 จนถึงปัจจุบันนั้น (ณ วันที่ 14 กันยายน 2564) มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 3,622,929,532 บาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 21.58 บาทต่อหน่วย
“ในส่วนนโยบายการลงทุนของ ‘กอง KTEF’ จะมีความยืดหยุ่นของการลงทุนเพราะจัดอยู่ในประเภท ‘กองหุ้นทั่วไป’ ที่สามารถลงทุนในหุ้นไทยได้แบบไร้ข้อจำกัด โดยจะเน้นลงทุนในหุ้สามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูงและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ล่าสุดสิ้นเดือนส.ค. 64 มีการลงทุนใน ‘หุ้น’ 92.99% เงินฝากธนาคาร 5.78% ที่เหลือเป็นอื่นๆ อีก 1.23%”
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด (ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564) ประกอบไปด้วย
-หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค 24.04%
-หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ 7.90%
-หมวดพาณิชย์ 7.76%
-หมวดธนาคาร 7.33%
-หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 7.14%

ในแง่ผลการดำเนินงานของ ‘กอง KTEF’ ก็ถือว่ามีความโดดเด่นไม่แพ้กองทุนอื่นโดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ณ วันที่ 31 ส.ค. 21) ผลการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 7.88% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าดัชนีชี้วัดที่เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 7.60% ต่อปี ส่วนความผันผวนของผลการดำเนินนั้นอาจจะดูว่าสูงพอสมควร โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 18.35% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีชี้วัดเฉลี่ยอยู่ที่ 16.58% ต่อปี แต่อย่างไรก็ดีในช่วงเวลา 5 ปี กองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงถึง -47.85%”
โดยนักลงทุนที่สนใจการลงทุนใน ‘กอง KTEF’ นั้น กองทุนได้มีเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำในครั้งแรกและครั้งถัดไปของกองทุนจะอยู่ที่ 1,000 บาท ในส่วนการขายคืนนั้น กองทุนไม่ได้มีกำหนดทั้งในด้านมูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนและยอดคงเหลือขั้นต่ำหรือก็คือ ผู้ลงทุนสามารถทำได้โดยอิสระ แต่จะมีระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ 3 วันทำการนับตั้งแต่วันทำการถัดจากวันทำการขายคืนหน่วยลงทุน
ส่วนช่องทางการซื้อขายกองทุนสามารถทำได้ผ่านช่องทางออฟไลน์อย่าง สาขาธนาคารกรุงไทย และตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนอื่นๆ หรือช่องทางออนไลน์ผ่าน ผ่านระบบ Internet Trading : KTAM SMART TRADE (www.ktam.co.th)
“แม้ว่า ‘ตลาดหุ้นไทย’ ในปัจจุบันจะยังดูไม่น่าสนใจนัก ด้วยปัจจัยกดดันอย่างสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้และการแจกจ่ายวัคซีนก็ยังมีความล่าช้าพร้อมด้วยคุณภาพที่ยังด้อย แต่หากในวันที่เศรษฐกิจสามารถส่งสัญญาณฟื้นตัวได้นั้น ความน่าสนใจจะกลับมาอีกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่ ‘กอง KTEF’ ที่มีการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีอนาคตไกล”
