“หุ้นอินเดีย” กลับสู่เรดาร์การลงทุนอีกครั้ง...เหตุ ศก.ฟื้นผ่าน ‘จุดต่ำสุด’ ไปแล้ว-แนะเพิ่มน้ำหนักในพอร์ต !!!
หากพูดถึง “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ตลาดหุ้นที่จะถูกนักลงทุนให้ความสนใจและให้น้ำหนักการลงทุนเป็นอันดับแรกคงไม่พ้น “ตลาดหุ้นจีน” เพราะเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่และมูลค่าตลาดสูงที่สุดในกลุ่ม
แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นจีน” ได้เกิดปัจจัยกดดันจากรัฐบาลที่ได้มีการจัดระเบียบสังคมด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ จนทำให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งเมื่อ พี่ใหญ่แดนมังกร ถูกปัจจัยกดดันลดทอนให้ความน่าสนใจลดลง นักลงทุนที่ให้ความสนใจในตลาดหุ้นเกิดใหม่จึงหันมาให้ความสนใจในน้องรองอย่าง “ตลาดหุ้นอินเดีย” แทน
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองการลงทุนและเศรษฐกิจของ “ตลาดหุ้นอินเดีย” จากผู้เชี่ยวชาญในสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ที่น่าสนใจมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านกันในครั้งนี้
“อินเดีย” หลังเศรษฐกิจ-สถานการณ์ COVID-19 ผ่าน ‘จุดต่ำสุด’
โดย “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า “ตลาดหุ้นอินเดีย” ถือเป็นตลาดหุ้นที่น่าสนใจมากที่สุดในกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศอินเดียได้ผ่าน ‘จุดต่ำสุด’ หลังจากเจอผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูง

(คมสัน ผลานุสนธิ)
“คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในระยะถัดไปหรือในปีหน้าจะเริ่มกลับฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้อยู่ในระดับ 9.2% โดยเป็นลำดับการเติบโตที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศ 10 อันดับแรกของโลก เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเริ่มที่จะปรับตัวลดลง ในส่วนการแจกจ่ายวัคซีนให้แก่ประชาชนก็มีความคืบหน้าค่อนข้างเร็วโดยอยู่ที่ 40% ของประชากรทั้งหมด”
“อินเดีย”...ผู้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งระหว่าง ‘จีน&ชาติตะวันตก’
ขณะเดียวกันด้วยความขัดแย้งระหว่างประเทศจีนและตะวันตกที่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นสงครามการค้าและกำแพงภาษีในอนาคต ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ของโลกที่ต้องจะตั้งโรงงานผลิตล้มเลิกการจัดตั้งโรงงานในประเทศจีนและหันมาที่ประเทศอินเดียทดแทน
“ด้วยความพร้อมทั้งด้านแรงงานจำนวนมากและมีค่าแรงขั้นต่ำยังค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับประเทศจีนที่ค่าแรงขั้นต่ำมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในระดับที่แพง และด้วยความสัมพันธ์ของรัฐบาลอินเดียและชาติตะวันตกที่ยังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน จึงทำให้ผู้ประกอบการเบนเข็มการตั้งโรงงานในอินเดียเป็นประเทศแรก”
โดยเมื่อผู้ประกอบการมีลงทุนก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมแล้วเสร็จจนเกิดเป็นการจ้างงาน ก็จะส่งผลให้ประชากรในประเทศอินเดียมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อกำลังซื้อภายในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน และคาดการณ์ว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ฟันด์โฟลว์”...อีกหนึ่งปัจจัยหนุน “ตลาดหุ้นอินเดีย”
ด้าน “ฟันด์โฟลว์” หลังจาก “ตลาดหุ้นจีน” เจอรัฐบาลจัดระเบียบสังคมด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ และไม่มีท่าทีว่าจะจบได้ในเร็วๆ นี้ ในมุมมองของผู้จัดการกองทุนที่มีการลงในตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่ได้ให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นจีนมากกว่าตลาดหุ้นอื่นมาโดยตลอดก็มีความจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนักการลงทุนลงและหันมาลงในตลาดหุ้นที่รองลงหรือก็คือ “ตลาดหุ้นอินเดีย” แทน
“นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ยังมุมมองเชิงลบกับตลาดหุ้นอินเดียด้วยสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชากรจึงหันไปสนใจใน ‘ตลาดหุ้นจีน’ ที่มากกว่า แต่หากติดตาม ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ จะพบเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจซึ่งตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเคลื่อนไหวของตลาดก็ได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นเพียงตลาดเดียวที่เงินฟันด์โฟลว์ไหลเข้ากว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ”
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้น 100% เราก็คงอยากให้ลงทุนใน “ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว” 30% ในส่วน “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ก็อยากให้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นจีน’ ลงเหลือ 10% มาเป็นระยะเวลา 3-6 เดือนเพื่อดูท่าที โดยมาให้น้ำหนักการลงทุนใน ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ แทนหรือเพิ่มเป็น 15% ตลาดหุ้นเวียดนาม 15% และอีก 30% เป็นหุ้นธีมเมติก
“ตลาดหุ้นอินเดียความน่าสนใจอาจจะยังคงเป็นรอง ‘ตลาดหุ้นจีน’ บ้างในหลายๆ ด้าน แต่ในช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤตหรือผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นจีน ‘อินเดีย’ เองก็ถือเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีอีกหนึ่งตลาดหรือจะใช้เป็นหลุมหลบภัยก็ได้เช่นกัน เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ตลาดหุ้นจีนอาจจะยังไม่เป็นใจเท่าไรนัก”
