Official Update :

ชูกลยุทธ์สร้างสมดุล “การปกป้อง” & “แสวงหาโอกาสการลงทุน” มองบวก “หุ้นไทย” ปีนี้ให้เป้า 1,550 – 1,600 จุด ส่วน “ทองคำ” & “น้ำมัน” มีไว้กระจายความเสี่ยง !!!

สาระ Fund วันละนิด: ภาพรวมการลงทุน “ปีม้าไฟ-2026” ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะ “สงครามสหรัฐ-อิสลาเอล & อิหร่าน” ที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้


อย่างไรก็ตามคาดการณ์ภาพรวม “เศรษฐกิจโลก” ในปีนี้ จะเติบโต 3.3% จากการที่เศรษฐกิจ “สหรัฐ” ยังเติบโตได้ดี


ส่วนเศรษฐกิจ “ไทย” GDP Q4/25 ขยายตัว 2.5% YoY โดยได้รับแรงสนับสนุนจากแรงเบิกจ่าย


งบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และทาง “สภาพัฒน์” คาดว่าปีนี้จะโตได้เฉลี่ย 2%


ทางด้าน “ยุโรป” เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางยุโรป” (ECB) แต่ยังคงต้องติดตามการเติบโตของตัวเลขภาคการบริโภค


ด้าน “ญี่ปุ่น” มีแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตจากเสถียรภาพทางการเมืองและดัชนีเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น


ขณะที่ “จีน” ยังคงเผชิญความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ภาคการบริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และรัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์


ด้วยภาพของเศรษฐกิจโลกเช่นนี้แนวโน้มการลงทุนในปีนี้จะเป็นเช่นไร จะรับมือกันยังไง ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “บลจ.ยูโอบี” มาฝากกัน



ชูกลยุทธ์สร้างสมดุลรับ “ปีม้าไฟ”...
เน้น “การปกป้อง” & “แสวงหาโอกาสการลงทุน”

โดย “ณัฐพล จันทร์สิวานนท์” กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี บอกว่า กลยุทธ์การลงทุนปีนี้ต้องสร้างสมดุลทั้ง “การปกป้อง” และ “แสวงหาโอกาสการลงทุน” โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ 1) ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ จากก่อนหน้าคาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะลดดอกเบี้ย 3 ครั่ง ล่าสุดหลังเกิดสงครามขึ้นตลาดมองเป็นไม่ลงแล้ว อย่างไรก็ตามปกติ Fed จะดู 2 ปัจจัยเสมอ คือ ตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ ถ้าตลาดอ่อนแอก็มีความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยโดยบริษัทคาดว่า Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลังนี้


(ณัฐพล จันทร์สิวานนท์)


2) เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตได้ดี
ในขณะที่ตลาดเริ่มกังวลเรื่อง Stagflation” แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตได้ดีจากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี AI แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมายก็ตาม ทั้งนี้จะพบว่า “หุ้นสหรัฐ” กลับมา Outperform “หุ้นเอเชีย” ในเดือนมี.ค. หลังมีสงครามเกิดขึ้น ท้ายสุดต้องกลับไปดูพื้นฐานของแต่ละประเทศด้วย และ 3) สงคราม ซึ่งตลาดหุ้นรับข่าวไปมากแล้ว จะเห็นว่าการปรับตัวลงของตลาดจะไม่หนักเหมือนช่วงแรกแต่ก็ต้องจับตาดูใกล้ชิดด้วยเช่นกัน


“จากภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าว บลจ.ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงและกลุ่มหุ้นปันผล โดยเฉพาะในญี่ปุ่น บางกลุ่มธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยจับตาหาโอกาสการลงทุนในเอเชียหลังภาวะสงครามคลี่คลาย และสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำตราสารหนี้คุณภาพสูง ที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางของทั้งไทยและต่างประเทศ”


มองบวก “หุ้นไทย” ปีนี้ให้เป้า 1,550 – 1,600 จุด...ส่วน “ทองคำ”
& “น้ำมัน” มีไว้กระจายความเสี่ยง

“ตลาดหุ้นไทย” มีแนวโน้มเชิงบวกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น แต่ภาพรวมยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่คาดไว้ในปีนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาด รวมถึงความชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของโครงการลงทุนสำคัญทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้บริษัทคาดว่าความตึงเครียดจากสงครามจะส่งผลกระทบจำกัด เพราะมีสัดส่วนพลังงานคิดเป็นประมาณ 10% ของ CPI เท่านั้น อาจส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นได้ชั่วคราว แต่คาดว่าเงินเฟ้อตลอดปียังคงต่ำกว่า 1% สะท้อนอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ โดยคาดว่า “ธ.แห่งประเทศไทย” (BOT) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้ง สู่ระดับ 0.75% ภายในช่วงปลายปี26 นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป


“สำหรับ หุ้นไทย เองราคาไม่แพง มี P/E ไม่สูง ถ้าตัด DELTA ออกอยู่ที่ 12 – 13 เท่า อยู่ที่ -1 S.D. เลยทีเดียว ในขณะที่ปัจจัยบวกยังมีทั้ง 1) Upside ในเชิงมูลค่ายังมี 2) เงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้า จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบจ.ขึ้น และ 3) เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังที่มีแนวโน้มดีขึ้น คาดเป้าดัชนีสิ้นปีอยู่ที่ระดับ 1,550 – 1,600 จุด ที่ P/E ประมาณ 15 – 16 เท่า โดยมองแนวรับอยู่ที่ 1,350 – 1,300 จุด ที่ระดับดัชนี 1,350 – 1,400 จุด ก็เป็นระดับที่ทยอยสะสมได้”


ส่วนราคา “น้ำมัน” (Brent) ในกรณีฐาน มีโอกาสความน่าจะเป็น 50% นั้น จะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 80 – 100 ดอลลาร์/บาเรล แนะนำให้ลงทุนในน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quality และ Defensive รวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและ US Dollar ในขณะที่ “ทองคำ” คาดราคาปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4,500 – 5,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ มีไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตเป็นสำคัญ


ความไม่แน่นอนในตลาดการลงทุนยังคงอยู่ ส่วนหนึ่งมาจาก “สงคราม” ซึ่งคาดว่าจะยุติลงได้ในที่สุด ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสการลงทุนอยู่เสมอเพียงต้องไม่ลืมสร้าง “สมดุล” ระหว่าง “การปกป้อง” และ “แสวงหาโอกาสการลงทุน” ควบคู่กันไปจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของคุณฝ่ามรสุมตลาดผันผวนใน “ปีม้าไฟ” ไปได้อย่างแน่นอน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’