Official Update :

ชู “หุ้นเอเชียแปซิฟิก” พื้นฐานแกร่ง-ราคาถูก-โมเมนตัมดี... คาดพร้อมทะยานต่อหลัง "สงคราม" คลี่คลาย !!!

ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?...ท่ามกลางสงครามปีนี้ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ยังบวก +2.56% ต่อเนื่องจากปีก่อนที่ +30.36% ในขณะที่ “หุ้นโลก” ปีนี้ -4.42% และ “หุ้นสหรัฐ” -6.96% (ที่มา: msci.com, วันที่ 27 มี.ค. 26)


ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจและยังรักษาโมเมนตัมขาขึ้นไว้ได้ ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้นจากปัจจัยเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เพิ่มขึ้นก็ตาม


อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าหากสงครามคลี่คลายและจบลง “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ยังคงเป็นเป้าหมายของเงินลงทุนทั่วโลกที่โยกจากตลาดที่ "แพง" อย่าง “หุ้นสหรัฐ” กลับเข้าสู่เอเชียที่มีระดับราคาเหมาะสมกว่า พร้อมที่จะเป็นแรงส่งให้ตลาดทะยานไปต่อได้อย่างต่อเนื่อง


ปัจจุบัน “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ยังมีราคา “ถูก” มี Forward 12M P/E เพียง 13.17 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 14.16 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.ยังโตได้ระดับ 2 หลัก (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 27 มี.ค. 26)


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ที่น่าสนใจมาฝากกัน


เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "หุ้นเอเชียแปซิฟิก"…พร้อมทะยานต่อหลัง "สงคราม" คลี่คลาย

สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น Feeder Fund” 3 กอง และ “Fund of Funds อีก 1 กอง ที่มีสไตล์การบริหารแตกต่างกันออกไปตามแต่ละค่าย ประกอบด้วย


- UOBSA: กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เอเชีย หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไปและไม่จ่ายเงินปันผล ของบลจ.ยูโอบี เป็นกองทุนในกลุ่ม Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวของผลตอบแทน ด้วยการผสานเทคโนโลยีระบบ “AI-ML Process” ร่วมกับคน “Human” อย่างลงตัว โดยมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนี MSCI AC Asia (ex Japan) net TR USD ผ่านกองทุนหลัก ‘United Asia Fund Class T SGD Acc’ ที่บริหารจัดการโดย UOB Asset Management (Singapore)


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ม.ค. 26) มีการการกระจายน้ำหนักการลงทุนแบ่งเป็นรายประเทศ 5 อันดับที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด ประกอบไปด้วย

  • จีน 36.48%

  • ไต้หวัน 20.20%

  • เกาหลีใต้ 17.68%

  • อินเดีย 8.08%

  • ฮ่องกง 7.37%


“โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Information Technology 35.50%, 2) Materials 15.77%, 3) Financials 10.86%, 4) Industrials 10.60% และ 5) Consumer Services 4.81% ตามลำดับ”



- ถัดมาเป็น TLFVMR-ASIAX: กองทุนเปิดทาลิส FVMR เอเชียแปซิฟิก เอ็กซ์ เจแปน เอ็กซ์ ไชน่าของบลจ.ทาลิส เป็นกองทุนในกลุ่ม Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หน่วยลงทุน” ของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซึ่งรวมถึงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน)


โดยเบื้องต้นกองทุนจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย


สำหรับกองทุนที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก (ณ วันที่ 27 ก.พ. 26) ประกอบด้วย

  • ISHARES MSCI SOUTH KOREA ETF 23.30%

  • ISHARES MSCI TAIWAN ETF 18.74%

  • ISHARES MSCI AUSTRALIA ETF 16.56%

  • ISHARES MSCI INDIA ETF 14.81%

  • FRANKLIN FTSE TAIWAN ETF 8.07%


- มาต่อกันด้วย KFHASIA-A: กองทุนเปิดกรุงศรีเอเชียนอิควิตี้เฮดจ์เอฟเอ็กซ์-สะสมมูลค่าของบลจ.กรุงศรี เป็นกองทุนในกลุ่ม Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้น” ของบริษัทที่อยู่ในทวีปเอเชีย (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) และออสตราเลเซีย ทั้งนี้กองทุนหลักมีกลยุทธ์การลงทุนตามหลักเกณฑ์การลงทุนแบบยั่งยืน โดยนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ประกอบการพิจารณาในกระบวนการลงทุนด้วย ผ่านกองทุนหลัก ‘Baillie Gifford Pacific Fund (Class B Acc)’ ที่บริหารจัดการโดย Baillie Gifford & Co Limited


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 30 ม.ค. 26) มีการลงทุน 5 ประเทศมากสุด ได้แก่

  • China 39.00%

  • South Korea 21.50%

  • Taiwan 14.70%

  • Vietnam 7.80%

  • India 6.70%

“โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Information Technology 33.20%, 2) Industrials 14.90%, 3) Materials 14.10%, 4) Consumer Discretionary 13.60% และ 5) Financials 12.80% ตามลำดับ”



-  ปิดท้ายกันด้วย FP ASIAN SM: กองทุนเปิด เฟิร์ส พลัส เอเชียน สมอลแคป อิควิตี้ เอฟไอเอฟของบลจ.เฟิร์ส พลัส เป็นกองทุนในกลุ่ม Asia Pacific Ex Japan” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้น” ของบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดเล็กในภูมิภาคเอเชีย และ/หรือแปซิฟิก ผ่านกองทุนหลัก Manulife Global Fund – Asian Small Cap Equity Fund (Class I)’ ที่บริหารจัดการโดย Manulife Investment Management (Hong Kong) Ltd.


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 27 ก.พ. 26) มีการลงทุน 5 ประเทศมากสุด ประกอบด้วย

  • Taiwan 23.00%

  • India 22.76%

  • South Korea 21.57%

  • China 14.08%

  • Australia 4.99%


“โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Technology 30.23%, 2) Industrials 16.44%, 3) Healthcare 13.72%, 4) Basic Materials 11.78% และ 5) Consumer Defensive 6.55% ตามลำดับ”


สำหรับใครที่มองหาโอกาสลงทุนในตลาดที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและราคายัง “ถูก” เชื่อว่า “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” จะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตได้เป็นอย่างดี ถือเป็นภูมิภาคเป้าหมายเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก แม้ระยะสั้นจะถูกกดดันจากปัจจัยเรื่อง “สงคราม” ต่าทุกอย่างคลี่คลายและจบลงตลาดคาดว่ายังคงเป็นภูมิภาคที่มีโมเมนตัมของการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องได้จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนั่นเอง


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’