“หุ้นกู้มีปัญหา” ไตรมาสที่1/26 มูลค่า 1.4 หมื่นลบ. 3 ไตรมาสที่เหลือ มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 6.9 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 8% เท่านั้น !!!
สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...“หุ้นกู้มีปัญหา” สิ้นปี25 มีประมาณ 6.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.51% ของหุ้นกู้ทั้งระบบที่มีอยู่ 4.51 ล้านล้านบาท เท่านั้น
สิ้นไตรมาสที่1/26 “หุ้นกู้มีปัญหา” มีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท
ถ้าดูสัดส่วนก็ถือ “น้อยมาก”...แต่ถ้ามองอีกมุมก็ “เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีปัญหาต่อเนื่องมาในช่วง 2 – 3 ปีก่อน และยังคงมีปัญหาต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
ตรงนี้ “ไม่ใช่วิกฤติ” เพราะผลกระทบจำกัดเฉพาะวงและตัวบริษัทนั้นๆ เท่านั้น แนวโน้มอาจเพิ่มขึ้นได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและผลกระทบจาก “สงคราม” ซึ่งนั่นอาจทำให้ตัวเลข “หุ้นกู้มีปัญหา” ลดลงได้ยากเช่นเดียวกัน
ภาพรวม “หุ้นกู้มีปัญหา” ในไตรมาสที่1/26 เป็นยังไงบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“หุ้นกู้มีปัญหา” ไตรมาสที่1/26 มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท...แต่เป็น “หุ้นกู้มีปัญหาสุทธิ” เพียง 4.7 พันล้านบาท
ถ้ามอง “หุ้นกู้” สิ้นไตรมาสที่1/26 นั้น มีมูลค่าคงค้าง 4.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.44% จากสิ้นปี25 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น “หุ้นกู้ระยะยาว” 4.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 95% ใกล้เคียงสิ้นปี25 และ “หุ้นกู้ระยะสั้น” คิดเป็น 5% เพิ่มขึ้น 20% จากสิ้นปี25
โดยมีมูลค่าการออก “หุ้นกู้ระยะยาว” ในไตรมาสที่1/26 รวม 171,889 ล้านบาท ลดลง -15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการออกที่ลดลงทั้งกลุ่ม “Investment Grade” อยู่ที่ 162,219 ล้านบาท ลดลง -13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลุ่ม “High Yield” 9,670 ล้านบาท ลดลง -43.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
“ทั้งนี้พบว่าหุ้นกู้กลุ่ม ‘Investment Grade’ ที่ครบอายุในไตรมาสที่1/26 อยู่ที่ 154,849 ล้านบาท มียอดออกใหม่ 162,219 ล้านบาท สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนด ในขณะที่กลุ่ม ‘High Yield’ ครบกำหนด 26,610 ล้านบาท มียอดออกเพียง 9,669 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ครบกำหนดพอสมควร สะท้อนว่าตลาดค่อนข้างระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกู้กลุ่ม ‘High Yield’ ทำให้การออกขายน้อยลงและขายได้ยากขึ้น นักลงทุนให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งทำให้ภาพรวมหุ้นกู้ในภาพรวมไม่ได้รับผลกระทบแต่ประการใด เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม ‘Investment Grade’ อยู่แล้ว”

สิ้นไตรมาสที่1/26 “หุ้นกู้มีปัญหา” มีมูลค่า 14,022 ล้านบาท ประกอบด้วย
1) “หุ้นกู้ผิดนัดชำระ” (Default) รวม 8,976 ล้านบาท จากผู้ออก 4 ราย
ม.ค.: A* (NR, SET) 6 รุ่น 3,102 ลบ., ECF (NR, mai) 5 รุ่น 357 ลบ.
ก.พ.: A* (NR, SET) 8 รุ่น 1,522 ลบ., ECF (NR, mai) 1 รุ่น 409 ลบ.
มี.ค.: GRAND(D, SET) 3 รุ่น 1,890 ลบ., SABUY (NR, SET) 2 รุ่น 1,696 ลบ.
“อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ A* ผิดนัดชำระหนี้และต่อมาสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทำให้มียอด ‘ผิดนัดชำระหนี้สุทธิ’ เพียง 4,352 บาท เท่านั้น”
2) “ปรับโครงสร้างหนี้” (Restructure) รวม 5,046 ล้านบาท จากผู้ออก 3 ราย
ม.ค.: A** (NR, SET) 2 รุ่น 978 ลบ.
ก.พ.: A** (NR, SET) 12 รุ่น 3,647 ลบ., PPS (NR, mai) 1 รุ่น 120 ลบ.
มี.ค.: EP (B, SET) 1 รุ่น 302 ลบ.
“อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ A** เคยยืดอายุแล้วในปี2024 และกลับมายืดอายุอีกครั้งในปี2026 จึงไม่นับมูลค่ารวมในปีนี้ ทำให้มียอด ‘ปรับโครงสร้างหนี้สุทธิ’ เพียง 422 ล้านบาท เท่านั้น”
ช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือ มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ที่จะครบกำหนด 686,533 ล้านบาท เป็นกลุ่ม “High Yield” เพียง 8% เท่านั้น แบ่งเป็นกลุ่ม “BB+ and Below” 25,339 ล้านบาท คิดเป็น 4% และกลุ่ม “Non-rated” อีก 27,898 ล้านบาท คิดเป็น 4% ตามลำดับ
สำหรับ “หุ้นกู้มีปัญหา” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “เรื่องปกติ” ที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของหุ้นกู้ “High Yield” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีเช่นกัน ถือเป็นพัฒนาการปกติของตลาดตราสารหนี้ ซึ่งนักลงทุนไทยก็ได้เรียนรู้และมีการ “จัดพอร์ตตราสารหนี้” ให้เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นด้วย ไม่ดูเพียงเรื่องของ “ผลตอบแทน” เพียงอย่างเดียว
