Official Update :

“สงคราม” ทำ “น้ำมันแพง” ส่งผลต่อ “เงินเฟ้อ” ระยะยาว... เปิด 6 สัญญาณ จาก “ตลาดตราสารหนี้” ที่นักลงทุนควรรู้ !!!

สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...ท่ามกลาง “สงคราม” ตะวันออกกลางนี้ “พันธบัตรสหรัฐ-10ปี” อัตราผลตอบแทน (Yield) ปีนี้ +0.19% อยู่ที่4.29% ส่วน “พันธบัตรสหรัฐ-2ปี” +0.30% มาอยู่ที่3.78%


ปกติเมื่อเศรษฐกิจ” อ่อนแอ นักลงทุนจะโยกเงินออกจาก “หุ้น” เข้าสู่ “ตราสารหนี้” ซึ่งตามกลไกแล้วควรจะทำให้ “ราคาตราสารหนี้สูงขึ้น” และ “อัตราดอกเบี้ยลดลง”


อย่างไรก็ตามปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น กลับเห็น “อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น” แทน และตลาดส่วนใหญ่ยังคงแนะนำการลงทุนใน “หุ้น” เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจกว่า “ตราสารหนี้” ในปีนี้


เพราะมอง “ราคาค่อนข้างแพง” โอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับตัวลงมีน้อย ทำให้ความน่าสนใจลดลง แม้ว่า Yield จะสูงก็ตาม


แต่ค่ายที่ชอบตราสารหนี้ก็มองเป็น “โอกาสลงทุน” เพราะมองว่า “ความเสี่ยงขาลง” (Downside) ค่อนข้างจำกัดแล้ว แม้ฝั่ง Upside ยังอาจชะลอออกไป แต่ Yield ก็ยังน่าสนใจเช่นกันสำหรับกลุ่ม “ตราสารหนี้โลก”


ท่ามกลาง “สงคราม” มี 6 สัญญาณใน “ตลาดตราสารหนี้” ที่นักลงทุนควรรู้ วันนี้ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก Morningstar” มาฝากกัน


6
“สัญญาณ” จาก “ตลาดตราสารหนี้”...ท่ามกลาง “สงคราม” ที่นักลงทุนควรรู้

ทางMorningstar” ได้เผยแพร่มุมมองการลงทุนผ่านรายการ The Morning Filter” ในหัวข้อ What Today’s Bond Market Is Signaling to Investors” ระบุว่า ท่ามกลาง “สงคราม” ในตะวันออกกลางทำให้ “ราคาน้ำมัน” มีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อ “ตลาดหุ้น” ในเรื่องความไม่แน่นอน


ใน “ตลาดตราสารหนี้” ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน “ดอกเบี้ย” ไม่ได้ปรับตัวลงแต่กลับปรับตัว “เพิ่มขึ้น” อีกด้วย ซึ่งมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ประกอบด้วย


1.ราคาน้ำมันสูง: นักลงทุนกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” ในระยะยาว กลุ่มประเทศใน “ยุโรป” อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สเปน, อิตาลี และสหราชอาณาจักร เพราะเศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูงกว่าจาก “ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


“ในขณะที่ สหรัฐ นั้นค่อนข้างปลอดภัยกว่าในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซสุทธิ (Net Exporter) นั่นเอง”



2.การขาดดุลของกลุ่ม “ประเทศพัฒนาแล้ว”:
เป็น “ข้อจำกัด” ขอบเขตของ “นโยบายการคลัง” (Fiscal Policy) ที่จะนำมาใช้พยุงเศรษฐกิจ หากเกิดภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ขึ้นมาจริงๆ


3.สัดส่วนหนี้สาธารณะ/GDP (Debt/GDP): สูงกว่าช่วงก่อน “วิกฤติ COVID” ทำให้นักลงทุนกังวล “ความเสี่ยงด้านเครดิต” (Credit Risk) จุดนี้เริ่มสร้างความกังวลเกี่ยวกับ “ความเสี่ยงด้านเครดิต” (Credit Risk) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่


4.ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ (Credit Spreads): กว้างขึ้น แต่ยังไม่กว้างพอที่จะกระทบเศรษฐกิจ แต่ถ้า Credit Spread” ของหุ้นกู้ High Yield” พุ่งขึ้นไปถึง 5% เมื่อไหร่ ตอนนั้นจะเริ่มน่ากังวลมาก แต่ ณ จุดนี้มันยังไม่กว้างพอที่จะกระทบต่อการระดมทุนในระบบเศรษฐกิจ


“สำหรับ ตลาดหุ้นกู้เอกชน ช่องทางการออกหุ้นกู้ใหม่ (New-issue market) ยังคงเปิดอยู่ แต่อาจจะไม่ได้เปิดกว้างสำหรับโปรเจกต์ที่เน้นการเก็งกำไรสูงๆ เท่านั้นเอง ดีลเหล่านั้นน่าจะถูกเลื่อนออกไปก่อนสักพัก”


5.ทิศทาง “ดอกเบี้ยสหรัฐ”: การที่ “พันธบัตรสหรัฐ-2ปี” ปรับตัวขึ้น สะท้อนว่าตลาดพันธบัตรไม่ได้คาดหวังว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะ “ลดดอกเบี้ย” แต่เริ่มให้น้ำหนักไปว่าอาจเป็นการ “ขึ้นดอกเบี้ย” มากกว่า


6.ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี: ปัจจุบันยังไม่กระทบการประเมินมูลค่า “หุ้น” แต่ถ้าพุ่งไปแตะระดับ 5% จะกระทบต่อตลาดหุ้น โดยมองว่า “ดอกเบี้ย” ยังสามารถขยับขึ้นได้อีกเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น


นี่คือ 6 “สัญญาณ” ใน “ตลาดตราสารหนี้” ที่นักลงทุนควรรู้ อย่าลืมว่าในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ...“ตราสารหนี้” ก็เช่นเดียวกัน เป็นสินทรัพย์ที่ยังน่าสนใจ ผสมเข้ามาในพอร์ตช่วย “กระจายความเสี่ยง-ลดความผันผวน” ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันกลุ่ม “ตราสารหนี้โลก” ยังคงให้ Yield ที่น่าสนใจ และหากแนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคตปรับตัวลงได้จริง “ตราสารหนี้” ก็จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงด้วยเช่นกัน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’