Official Update :

รู้หรือไม่...ผลงานของ ‘กองทุนรวม’ เป็นภาพสะท้อนจาก ‘พอร์ตการลงทุน’ เป็นสำคัญ !!!

ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับ “หุ้นเทคโนโลยี” ในท่ามกลาง ‘วิกฤติ COVID-19’ จะเห็นกลุ่ม “กองหุ้นเทคโนโลยี” ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างดีในปีนี้

แต่รู้หรือไม่ว่า...กองทุนที่มี “ผลงานดีสุด” ของปี กลับมาจากกลุ่ม ‘กองหุ้นโลก’ อย่าง “กองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-UGG-RA)”

โดยทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ณ วันที่ 26 พ.ย. 20 สูงถึง 77.91% เลยทีเดียว !!!

ซึ่งเบื้องหลังมาจากผลงานที่โดดเด่นของกองทุนหลักอย่าง ‘Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund’ นั่นเอง

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

“หุ้นเติบโตสูงทั่วโลก”...เบื้องหลังผลงานที่โดดเด่นในปีนี้ของ ‘กอง ONE-UGG-RA

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าปีนี้เป็นปีที่ดีมากปีหนึ่งของ “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” เลยทีเดียว หุ้น ‘TESLA’ ตั้งแต่ต้นปี (ณ วันที่ 10 ธ.ค. 20) บวกขึ้นมาแล้ว +649.49% และมีบางโบรกในต่างประเทศมองว่าราคายังไปได้อีกและน่าจะไปได้ถึง 1,000 ดอลลาร์ เลยทีเดียว (ปัจจุบัน 627.07 ดอลลาร์) หรือหุ้น ‘ZOOM’ ที่ปีนี้ก็บวกขึ้นมาไม่น้อย +484.89%

“หุ้นเทคโนโลยีระดับโลกที่อยู่ในพอร์ต ‘กองหุ้นเทคฯ’ ต่างๆ ก็จะมีหุ้นหน้าตาคล้ายกันบ้าง ต่างกันบ้าง หลายกองทุนมีหุ้น TESLA ในพอร์ต แต่ก็ไม่ใช่ทุกกองจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นขึ้นมาได้ด้วยหุ้นเพียงตัวหนึ่งตัวใด หากแต่ต้องเป็นองค์รวมของพอร์ตหุ้นที่ลงทุนเป็นสำคัญ เพราะต้องไม่ลืมว่า...กองทุนลงทุนแบบมองเป็นพอร์ตโฟลิโอเป็นสำคัญนั่นเอง”

อย่าง ‘Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund’ ซึ่งเป็นกองทุนหลักของ ‘กอง ONE-UGG-RA’ นั้น ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มกองหุ้นเทคโนโลยีแต่ประการใด หากแต่จัดอยู่ในกลุ่ม ‘กองหุ้นโลก’ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่น (Exceptional growth) โดยมีความสามารถในการแข่งขัน (Competitive advantage) เหนือคู่แข่งในแต่ละอุตสาหกรรมทั่วโลก

“จะเรียกว่าโฟกัสใน ‘หุ้นเติบโตสูง’ ก็คงไม่ผิดนัก ซึ่ง ‘หุ้นเทคฯ’ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหุ้นเติบโตแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีกลุ่มการแพทย์, สินค้าแบรนด์เนม หรือค้าออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้นถ้ากางพอร์ตหุ้นออกดูจะมีส่วนที่เป็นหุ้นเทคโนโลยีอยู่ประมาณ 20% เท่านั้นเอง จากหุ้นที่กองทุนลงทุนอยู่ประมาณ 30 ตัว ที่ต้องบอกว่าเป็นหุ้นที่มีความแตกต่างกับดัชนีเทียบวัด (Active Share) สูงถึง 89% (เทียบเคียงกับ FTSE All-World Index) นั่นแสดงว่าไม่ได้ลงทุนโดยอิงกับดัชนีแต่ประการใด”

ผู้จัดการกองทุนอย่าง Baillie Gifford & Co Limited” นั้น นักลงทุนไทยอาจไม่คุ้นชื่อ แต่นี่เป็นบริษัทจัดการที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จัดตั้งขึ้นครั้งแรกในเมือง ‘Edinburgh’ ประเทศ ‘สกอตแลนด์’ ในปี 1907 นับถึงปัจจุบันก็กว่า 114 ปี แล้ว

“การเลือกหุ้นค่อนข้าง Aggressive พอสมควร โดยพยายามที่จะดูว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าหุ้นที่จะลงทุนจะสามารถเติบโต 5 เท่าได้หรือไม่ อะไรบ้างเป็นปัจจัยที่ทำให้สามารถเติบโตได้ และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง เป็นต้น”

ดังนั้นหากหุ้นเข้าข่ายก็พร้อมจะลงทุนไม่ได้จำกัดกลุ่มอุตสาหกรรม หรือภูมิภาคที่ลงทุนแต่ประการใด หากดูพอร์ตที่กองทุนลงทุนมากสุด 10 อันดับแรก ในเดือนก.ย. และต.ค. ที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงน้อยมาก 5 อันดับแรก ยังคงเหมือนเดิม ในส่วนของอันดับ 6-10 มีสลับอันดับกันไปบ้าง โดยพอร์ตสิ้นเดือนต.ค. ได้แก่

  1. Tesla Inc 7.6%
  2. Amazon.com 7.5%
  3. Alibaba 6.7%
  4. Tencent 6.3%
  5. Meituan Dianping 5.9%
  6. Illumina 3.8%
  7. Facebook 3.8%
  8. Kering 3.7%
  9. Pinduoduo 3.5%
  10. Netflix 3.2%

“เห็นหน้าตาหุ้นเทคโนโลยีในพอร์ต นักลงทุนหลายคนอาจพบหุ้นที่คล้ายๆ กันกับ ‘กองหุ้นเทคโนโลยี’ อยู่บ้างบางส่วน แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เพียงหุ้นตัวเดียว ไม่สามารถทำให้กองทุนมีผลงานโดดเด่นขึ้นมาได้ เชื่อว่ากองหุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมีหุ้น TESLA แต่ไม่ใช่ทุกกองที่มีจะผลงานดีเหมือนกันหมด แต่ถือว่าพอร์ตโดยรวมของ ‘Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund’ คือเบื้องหลังผลงานที่ดีในภาพรวมก็คงไม่ผิดนัก”

นี่คือเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเวลานักลงทุนจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมใดๆ ก็ตาม ควรเลือกนโยบายที่ตรงกับความต้องการของตัวเอง แล้วก็ควรจะลงไปดูถึง ‘พอร์ตการลงทุน’ ด้วยว่าเป็นหุ้นแบบไหน เป็นไปตามนโยบายการลงทุนหรือไม่ เป็นต้น เพื่อจะทำให้คุณลงทุนได้อย่างสบายใจและมั่นใจตลอดการลงทุนนั่นเอง