Official Update :

เมื่อ “อาทิตย์อุทัย” ส่องแสงแรงกว่าเดิม... “หุ้นญี่ปุ่น” ก้าวสู่ “ยุคทองครั้งใหม่”... โอกาสลงทุนรับ “เศรษฐกิจฟื้นตัว” !!!

Fun of Funds: รู้หรือไม่?...วันที่ 23 เม.ย. 26 ที่ผ่านมา “รัฐบาลญี่ปุ่น” เพิ่งไฟเขียวยกเลิกห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ถือเป็นการพลิกนโยบายสันติหลังสงครามโลกท่ามกลาง “สงครามตะวันออกกลาง” ที่ยังครุกรุ่น


เป็นก้าวเล็กๆ ที่สะท้อนถึงการกลับมาของ “ญี่ปุ่น” อีกครั้งในเวทีโลก ช่วงที่ปัจจัยเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ธีม “หุ้นป้องกันประเทศ” (Defense) ก็กลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง โดยมีผู้นำตลาดได้แก่ สหรัฐ, ยุโรป, รัสเซีย และจีน


อีกไม่นาน “ญี่ปุ่น” จะก้าวมาเป็นอีกทางเลือกในตลาดนี้เพิ่มเติมอย่างไม่ต้องสงสัย !!!


ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนถึงการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของ “ญี่ปุ่น” อีกครั้ง ทั้งแง่ของ “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดหุ้น”


ปีนี้ “หุ้นญี่ปุ่น” (Nikkei225) บวกขึ้นมาแล้ว +15.60% จนราคาถือว่า “ไม่ถูก” มี Forward 12M P/E 23.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.5 เท่า


สะท้อนถึง “ความเชื่อมั่น” ที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่หลุดจาก “ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Decade) หรือ “กับดักเงินฝืด” ที่กดทับเศรษฐกิจญี่ปุ่นตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี และได้ก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่ง “หมุดหมายใหม่” ในการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกในปัจจุบัน


ทำไม “หุ้นญี่ปุ่น” จึงเป็นธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” พร้อมๆ กันได้เลย



3 ปัจจัยหนุน “หุ้นญี่ปุ่น” ก้าวสู่ “ยุคทองครั้งใหม่”....โอกาสลงทุนรับ “เศรษฐกิจฟื้น”

โดย "คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส บอกว่า “ญี่ปุ่น” ในวันนี้ไม่เหมือนในอดีตี่ผ่านมา “ญี่ปุ่น” กำลังอยู่ใน “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ทางเศรษฐกิจ โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่สนับสนุน ได้แก่


1.Virtuous Cycle (วัฏจักรเชิงบวก): การปรับขึ้นค่าจ้าง (Shunto) ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ควบคู่กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.75% สะท้อนว่าญี่ปุ่นเริ่มหลุดพ้นจาก “ภาวะเงินฝืด” ที่ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ


(คมสัน ผลานุสนธิ)


2.Political Stability (เสถียรภาพทางการเมือง)
: ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทากาอิจิ” ที่มีเสถียรภาพสูง มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 3 เสาหลัก คือ 1) นโยบายการเงินผ่อนคลาย 2) นโยบายการคลังยืดหยุ่น และ 3) การลงทุนเชิงรุกขนาดใหญ่ โดยอัดฉีดเม็ดเงินผ่านแพ็กเกจมูลค่า ¥21.3 ล้านล้าน ซึ่งนับว่าสูงสุดในรอบ 5 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ พร้อมเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่าง AI เซมิคอนดักเตอร์ และควอนตัม เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงของประเทศ


“ควบคู่กับงบประมาณปี FY2026 ที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ ¥122.3 ล้านล้าน โดยเพิ่มงบด้าน AI และชิปเกือบ 50% YoY แตะ ¥3.07 ล้านล้าน


3.Corporate Governance Reform (การปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กร) ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และเปลี่ยนโครงสร้างตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น


"เราเชื่อมั่นว่าความผันผวนระยะสั้นคือโอกาสในการเข้าสะสม โดยพิจารณาจาก ดัชนี ‘TOPIX’ ซึ่งมี Forward P/E อยู่ที่ 17.1 เท่า (ณ ก.พ. 26) และคาดการณ์การเติบโตของกำไรที่ 10-11% ญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ซบเซาเหมือน 30 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นตลาดที่กำลังเข้าสู่ ‘Golden Era’ ครั้งใหม่อย่างแท้จริง”


ชี้แนวโน้มเงินทุนกำลังไหลเข้า “กลุ่มเทคฯ-ญี่ปุ่น” ต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับ “ยศกร ฟอลเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอ็กซ์สปริง ที่มองว่า แรงหนุนจากรัฐบาลใหม่ที่นำโดย “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม “เซมิคอนดักเตอร์” และRobotics” ซึ่งปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับเทรนด์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมีแรงหนุนหลักจากความต้องการใช้งานชิปประสิทธิภาพสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากเทคโนโลยี “AI” และ “Data Center” ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมและกำลังการผลิตปรับตัวสูงขึ้น บริษัทเทคโนโลยีญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการผลิตชิป เช่น แผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน (Silicon Wafer) และสารไวแสง (Photoresist) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งหมดนี้จึงส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา


(ยศกร ฟอลเล็ต)


ญี่ปุ่นมีปัจจัยที่ดึงดูดเงินลงทุนหลายด้าน ทั้ง เงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้ต้นทุนการเข้ามาซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นถูกลง นอกจากนี้ปัจจัยความขัดแย้งในการช่วงชิงความเป็น เบอร์ 1’ ด้านเทคโนโลยีของ สหรัฐ และ จีน ส่งผลให้จีนถูกสกัดกั้นจากการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนสหรัฐก็มีอุปสรรคด้านค่าแรงที่สูงมาก ดังนั้นสปอตไลต์จึงมาหยุดที่ ญี่ปุ่น เนื่องจากเป็น จุดสมดุล ที่ปลอดภัยที่สุดในสายตานักลงทุน รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ทุ่มงบมหาศาลดึงโรงงานผลิตชิปกลับมาตั้งในประเทศ เช่น โรงงาน TSMC ที่คุมาโมโตะ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินกลับเข้าญี่ปุ่น จึงเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจที่ไม่อาจละเลย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรับโอกาสจากการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปและเทคโนโลยีของญี่ปุ่นในระยะยาว”


สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนในตลาดที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กำลังจะ “พลิกฟื้น” (Turnaround) เป็นโอกาสการลงทุนในระยะกลาง-ยาว เชื่อว่า “หุ้นญี่ปุ่น” จะเป็นทางเลือกที่เติมเต็มพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการปฏิรูปโครงสร้างบริษัทและนโยบายเศรษฐกิจใหม่ที่ชัดเจนขึ้นทำให้ “หุ้นญี่ปุ่น” กลับมาเป็นอาทิตย์ฉายแสงก้าวสู่ “ยุคทองครั้งใหม่” อีกครั้งนั่นเอง

โต๊ะกองทุน Wealthy Thai