"UOBSCI-D" ไม่ได้มีดีแค่ลงทุนหุ้นจีนหรืออินเดีย...แต่ลงทุนได้โดยไม่มีขั้นต่ำ
ในช่วงที่สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ก็ได้ส่งผลไปยังตลาดหุ้นทั่วโลกให้จนราคาดำดิ่งลงมายังจุดต่ำสุด ด้วยความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อตลาดหุ้น
อย่างไรก็ดีมีตลาดหุ้นบางประเทศที่มีการฟื้นตัวได้เร็วกว่าตลาดหุ้นอื่น อย่างตลาด ‘หุ้นจีน’ และ ‘หุ้นอินเดีย’ ที่ดูเหมือนว่าราคาหุ้นทั้งสองตลาดราคาขึ้นสวนกลับตลาด
สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวได้ดี สมกับที่เป็น 2 ชาติมหาอำนาจแห่งเอเชีย
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากถือโอกาสนำเสนอข้อมูลกองทุนรวมจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด อย่าง “กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท ไชน่า อินเดีย-หน่วยลงทุนชนิดจ่ายเงินปันผล (UOBSCI-D)” ที่ได้รับการจัดอันดับจาก ‘มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว’ มาแชร์ให้แก่นักลงทุน
‘กอง UOBSCI-D’ กับโอกาสลงทุนเพื่อเติบโตไปกับ...2 มหาอำนาจ ‘จีน & อินเดีย’
การลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทุนที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นอันดับต้นในการตัดสินใจลงทุน ด้วยผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงและยังมีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายในธุรกิจอุตสาหกรรม
ใน “ภูมิภาคเอเชีย” เองถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกและโดยเฉพาะในปีหน้าหลังได้ “โจ ไบเดน” มาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ
หากมองถึงประเทศในเอเชียที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่สูง มีความได้เปรียบเรื่องการบริโภคในประเทศจากการที่มีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกให้เลือกลงทุนนั้น คงต้องนึกถึง 2 ชาติมหาอำนาจอย่าง “จีน” และ “อินเดีย” นั่นเอง
นักลงทุนไทยเองอาจจะคุ้นเคยกับ “ตลาดหุ้นจีน” มากกว่าและจีนเองก็มีบริษัทชั้นนำระดับโลกอยู่มากมายเช่นกัน ในขณะที่ “ตลาดหุ้นอินเดีย” นักลงทุนไทยอาจจะยังไม่คุ้นชินมากนัก แต่นี่คืออีกตลาดหุ้นที่มีบริษัทชั้นนำของโลกมาจดทะเบียนอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งบริษัทของอินเดียเองที่มีศักยภาพก็มีเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน อย่างปีนี้ก็เป็นปีแรกที่เราได้เห็นบริษัทจากอินเดียมาเปิดตลาดรถมอเตอร์ไซด์ในไทยแล้วนั่นก็คือ ‘บาจาจ (BAJAJ)’ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในอินเดีย เป็นต้น ไม่ใช่มีแค่จีนเท่านั้นที่มารุกธุรกิจในไทย
ดังนั้น เมื่อยักษ์แห่งเอเชียยังคงเติบใหญ่ก็หมายถึงโอกาสการลงทุนของนักลงทุนไทยด้วยเช่นกัน สำหรับ ‘กองทุน UOBSCI-D’ ได้จดทะเบียนกองทุนรวมขึ้นในวันที่ 08 ธ.ค. 2553 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 63) มีขนาดกองทุน อยู่ที่ 10,922,011 บาท มูลค่าหน่วยลงทุน 14.75 บาทต่อหน่วย
“โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน ‘United China-India Dynamic Growth’ ซึ่งเป็นกองทุนหลักเพียงกองเดียว บริหารโดย ‘UOB Asset Management-ประเทศสิงคโปร์’ ที่มีนโยบายเน้นการลงทุนใน หลักทรัพย์ตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศจีนและประเทศอินเดีย และบริษัทที่มีที่มาของรายได้หรือกำไร หรือมีผลประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศดังกล่าว โดยสัดส่วนการลงทุนในแต่ละประเทศอยู่ระหว่าง 40%-60%”
ณ 30 ต.ค. 63 ‘กองทุน UOBSCI-D’ ลงทุนในกองทุนหลัก 97.87% เงินฝากและตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันการเงิน 2.35% ที่เหลือเป็นอื่นๆ
โดยพอร์ตของกองทุนหลักแบ่งตามประเทศ (วันที่ 30 ตุลาคม 63) ประกอบไปด้วย
-จีน 54.99%
-อินเดีย 43.01%
-ฮ่องกง 1.10%
-เงินสด 0.90%
หากแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย
-สินค้าฟุ่มเฟือย 22.01%
-การเงิน 14.63%
-เทคโนโลยีสารสนเทศ 12.33%
-สินค้าจำเป็น 12.10%
-อุตสาหกรรม 11.02%
-สื่อสาร 10.85%
-เฮลธ์แคร์ 10.77%
-วัตถุดิบ 4.41%
-อสังหาริมทรัพย์ 0.97%
-เงินสด 0.90%
ในด้านผลงานย้อนหลังของ ‘กองทุน UOBSCI-D’ ตั้งแต่จัดตั้งกองถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 ต.ค. 63) มีความผันผวนของกองอยู่ที่ 16.00% ต่อปี (สูงกว่าตัวชี้วัดที่ 14.84% ต่อปี) ส่วนในแง่ผลตอบแทนก็ถือว่าทำได้ไม่เลวนัก ตามกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวของกองทุนหลัก อยู่ที่ 5.66% ต่อปี (ดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 5.87% ต่อปี) ในช่วง 5 ปี กองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ -25.82 %
“โดยความน่าสนใจของกอง UOBSCI-D เป็นเป็นกองที่มีนโยบายปันผลซึ่งจ่ายเงิน ‘ปันผล’ ไม่เกินปีละ 4 ครั้งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีการปันผลมาทั้งหมด 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 2.4807 บาท และอีกหนึ่งความน่าสนใจเป็นกองทุนที่ ไม่มีข้อกำหนดมูลค่าการซื้อขั้นต่ำในครั้งแรกและครั้งไป เช่นเดียวกันกับการขายคืน”
ส่วนระยะเวลาในการรับค่าขายคืนจะได้ภายใน 5 วันทำการ (T+5 )นับตั้งแต่วันที่คำนวณมูลค่าสินทรัพย์ มูลค่าหน่วยลงทุน ราคาหน่วยลงทุนโดยมิให้นับรวมวันหยุดทำการในต่างประเทศของผู้ประกอบธุรกิจการ
“สำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุน ‘หุ้นจีน’ และ ‘อินเดีย’ เพราะเชื่อมั่นแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของทั้ง 2 มหาอำนาจแห่งเอเชียนี้ ‘กองทุน UOBSCI-D’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเพราะนอกจากจะเป็นการลงทุนในหุ้นประเทศดังกล่าวแล้ว ยังมีนโยบายการ ‘ปันผล’ ระหว่างที่ช่วยสร้างผลตอบแทนได้ระหว่างการถือหน่วยลงทุน รวมถึงเงื่อนไขการลงทุนที่ไม่มีข้อกำหนดขั้นต่ำในการลงทุนอีกด้วย”
