ผ่าทิศทางดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 69 เฟ้นกลุ่มหุ้นเด่นรับมือความผันผวน
ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พลิกโฉมกลับมาเป็น “เซฟโซน” ของภูมิภาคได้อย่างโดดเด่น โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ดัชนี SET Index สามารถไต่ระดับขึ้นมาปิดที่ 1,563.59 จุด สร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้อย่างแข็งแกร่งด้วยตัวเลขผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) พุ่งทะยานถึง +24.05% ขึ้นแท่นอันดับ 1 ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในอาเซียน สวนทางกับเพื่อนบ้านที่ทำผลตอบแทนได้ลดหลั่นกันไป ดังนี้
-
สิงคโปร์ (STI): +115%
-
ฟิลิปปินส์ (PSEi): +6.48%
-
เวียดนาม (VN-Index): +5.10%
-
อินโดนีเซีย (IDX Composite): -1.95%
-
มาเลเซีย (FBM KLCI): -2.18%
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจมุมมองจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ พบว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ได้รับแรงส่งหลักจากการทะลักเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่หลบหนีความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยงในฝั่งอินเดียและอินโดนีเซีย รวมถึงแรงหนุนภายในประเทศที่มีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง ส่งผลให้ดัชนีวิ่งฉลุยแบบ “Outperform” เกินหน้าเกินตาภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลัง บรรดานักวิเคราะห์ต่างเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพราะด่านถัดไปของตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนในช่วงครึ่งปีแรก
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ ครึ่งหลังปี 2569 ยังจะ Outperform ต่อไหม?
เมื่อเจาะลึกบทวิเคราะห์จาก “Bloomberg” และโบรกเกอร์ชั้นนำในประเทศ พบว่ามุมมองต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่โหมด “ระมัดระวัง” มากยิ่งขึ้น โดยประเมินว่าโอกาสที่ดัชนีจะพุ่งทะยานแรงต่อเนื่องเหมือนครึ่งปีแรกนั้นเริ่มมีจำกัด
โดย Bloomberg ประเมินภาพรวมว่า ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียรวมถึงไทย กำลังจะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ภายนอกที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในแถบตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับสูง ซึ่งเป็นตัวเร่งให้อัตราเงินเฟ้อโลกทรงตัวในระดับสูงและทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ปรับลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่ บล.พาย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องติดตามการปรับประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Downgrade) ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Play) ที่อาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น บล.พาย จึงประเมินว่า Upside ของดัชนีค่อนข้างจำกัด และแนะให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการหว่านซื้อหุ้น
เช่นเดียวกับ บล.โกลเบล็ก ที่มองสอดคล้องกันว่า ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังจะมีความผันผวนสูง โดยคาดการณ์กรอบดัชนีแกว่งตัวในลักษณะ Sideways up ปัจจัยกดดันเรื่องความตึงเครียดระลอกใหม่และการขู่เก็บภาษีนำเข้า จะทำให้เม็ดเงินลงทุนเริ่มหมุนเวียนออกจากหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่ราคาแพงเกินไป
ส่วน บล.กสิกรไทย และ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มีมุมมองที่สอดคล้องกัน โดยชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีปัจจัยลบภายนอกเข้ามากระทบ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีเบาะรองรับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของภาครัฐ ทว่าภาพการซื้อขายจะเปลี่ยนจากครึ่งปีแรกที่เป็นการไล่ราคาหุ้นบิ๊กแค็ป มาเป็นการเลือกซื้อเฉพาะกลุ่มที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตเด่นชัดเจนในลักษณะ “Selective Buy” เท่านั้น
เปิดลายแทง 3 ธีมเด่น รับมือความผันผวนครึ่งปีหลัง 2569
สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการจัดพอร์ตสู้ความผันผวนในช่วงครึ่งปีหลัง Wealthy Thai ได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ชั้นนำ ซึ่งได้คัดกลุ่มหุ้นที่มีเกราะป้องกันความเสี่ยงสูงและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนชนะตลาดไว้ ดังนี้
1.กลุ่มหุ้นส่งออกและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
บล.โกลเบล็ก แนะนำเป็นธีมเด่นประจำครึ่งปีหลัง เนื่องจากได้อานิสงส์โดยตรงจากภาคการส่งออกของไทยที่ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของคู่ค้า รวมถึงกระแสเมกะเทรนด์โลกด้านเทคโนโลยีและ AI ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง หุ้นแนะนำในกลุ่มนี้ เช่น DELTA, HANA และ KCE
2.กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากงบประมาณและการลงทุนรัฐ
บล.พาย ระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่สุดในช่วงที่เหลือของปี คือ ภาคการลงทุน หุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลชุดใหม่หลังผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมาเรียบร้อยแล้ว อาทิ WHA, AMATA และ CK ที่มีงานในมือ (Backlog) หนาแน่นและพร้อมรับอานิสงส์การประมูลโครงการภาครัฐระลอกใหม่
3.กลุ่มหุ้นปันผลและหุ้นปลอดภัย
บล.หยวนต้า ชี้ว่า ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงและการปรับฐานของดัชนีเป็นระยะ หุ้นที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มสาธารณูปโภค จะเป็นหลุมหลบภัยชั้นยอดที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside) ของพอร์ตลงทุนได้เป็นอย่างดี โดย บล.หยวนต้า เลือก KTB, ADVANC และ BDMS เป็นหุ้นแนะนำ เนื่องจากมีความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สม่ำเสมอ
แม้แนวโน้มตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 2569 อาจไม่ได้วิ่งแรงเหมือนช่วงต้นปี แต่หากมองในแง่ของการลงทุน ความผันผวนนี้อาจเป็นโอกาสทองในการสะสมหุ้นพื้นฐานดีราคาถูก ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีที่สุดตามที่นักวิเคราะห์ให้ไว้คือการเลือกเฟ้นหุ้นรายตัว โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่มีกำไรสุทธิเติบโตจริงและมีหนี้สินต่ำเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

