สรุปจะ Hawkish? ตอบแค่ใช่หรือไม่ Fed ชี้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต เปิดความหมาย “Hawkish-Dovish” ศัพท์เศรษฐกิจที่กระทบกระเป๋าเงินทุกคน

แม้การประชุม Fed ครั้งล่าสุดจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สิ่งที่ตลาดจับตากลับเป็นสิ่งที่ Fed กำลังส่งสัญญาณถึงอนาคต


โดยนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าผลการประชุมครั้งนี้มีลักษณะ “Hawkish” หรือ “สายเหยี่ยว” มากขึ้น


แล้ว Hawkish คืออะไร? แตกต่างจาก Dovish หรือ “สายพิราบ” อย่างไร? และทำไมคำศัพท์ที่ฟังดูเหมือนสารคดีสัตว์ป่าจึงส่งผลต่อทั้งดอกเบี้ยบ้าน, เงินกู้รถยนต์ และการลงทุนของเรา? 


บทความนี้จะมาตอบคำถามเหล่านี้แบบง่าย ๆ ให้ได้อ่านกัน


ในประชุม
Fed ครั้งล่าสุด เกิดอะไรขึ้น?

Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความสนใจให้กับนักลงทุนคือมุมมองของ Fed ต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า โดยเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายยังคงกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจไม่หมดไปง่าย ๆ พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต และส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ


พูดง่าย ๆ คือ แม้ Fed จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้ แต่ก็ยังไม่พร้อมประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อ และนี่เองคือเหตุผลที่ตลาดมองว่าการประชุมครั้งนี้มีน้ำเสียงค่อนข้าง “สายเหยี่ยว”


Hawkish
และ Dovish คืออะไร?

ในโลกการเงิน ธนาคารกลางมีภารกิจสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือ

  1. ควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป

  2. ดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตและการจ้างงานแข็งแรง


แต่ในบางช่วงเวลา เป้าหมายทั้งสองอาจสวนทางกัน
หากเงินเฟ้อสูงเกินไป ธนาคารกลางมักต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอการใช้จ่าย


แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไป ธนาคารกลางอาจต้องลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ


ตรงนี้เองที่คำว่า Hawkish และ Dovish เข้ามามีบทบาท


“Hawkish” หรือ “สายเหยี่ยว” หมายถึง แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับเงินเฟ้อเป็นอันดับแรก แม้จะต้องแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงบ้าง


ส่วน “Dovish” หรือ “สายพิราบ” จะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเศรษฐกิจและการจ้างงานมากกว่า พร้อมยอมรับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้มากขึ้น


ถ้าเปรียบ Fed เป็นคนขับรถ เหยี่ยวก็คือคนที่พร้อมเหยียบเบรกทันทีเมื่อเห็นสัญญาณเงินเฟ้อ ส่วนพิราบคือคนที่พร้อมเหยียบคันเร่งเมื่อเห็นเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง


3 สัญญาณ “สายเหยี่ยว” จากการประชุม
Fed ครั้งล่าสุด

แม้ Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ก็มีสัญญาณหลายอย่างที่ชี้ว่า Fed ยังไม่ต้องการผ่อนคลายนโยบายการเงินในเร็ว ๆ นี้


1.Fed ยังมองว่าเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงสำคัญ

ในการประชุมครั้งล่าสุด Fed ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต โดยคาดว่าเงินเฟ้อ PCE จะอยู่ที่ 3.6% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2.7% เมื่อเดือนมีนาคม สะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายยังไม่มั่นใจว่าแรงกดดันด้านราคาจะกลับเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างราบรื่น


เมื่อเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล ความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยก็ย่อมลดลงตามไปด้วย


2.เส้นทางดอกเบี้ยในอนาคตไม่ได้ผ่อนคลายลง

แม้จะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ แต่เจ้าหน้าที่ Fed หลายรายยังคงมองว่าดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ โดย Dot Plot ล่าสุด แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ Fed 9 คนมองว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ขณะที่มีเพียงเดียว ที่มองว่าควรลดดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนมุมมองที่เข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจน  


สำหรับนักลงทุน สิ่งนี้ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณ “Higher for Longer” หรือการที่อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า


3.Fed ยังไม่พร้อมเปลี่ยนจากเบรกเป็นคันเร่ง

ถ้าเปรียบเศรษฐกิจเป็นรถยนต์ ปัจจุบัน Fed ยังวางเท้าอยู่ใกล้แป้นเบรกมากกว่าคันเร่ง


แม้เศรษฐกิจจะไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในช่วงก่อนหน้า แต่ Fed ยังมองว่าการปล่อยให้เงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้งอาจสร้างความเสียหายได้มากกว่า


ดังนั้น แทนที่จะรีบส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ Fed จึงเลือกที่จะใช้ความระมัดระวังเป็นหลัก


แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับพวกเรา
?

หลายคนอาจคิดว่าการประชุม Fed เป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว ผลของการตัดสินใจเหล่านี้สามารถส่งผ่านมายังชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่คิด เช่น


คนที่กำลังกู้บ้าน : หากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ดอกเบี้ยสินเชื่อในหลายประเทศก็มีโอกาสทรงตัวอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย


สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อบ้านหรือรีไฟแนนซ์ การศึกษาทางเลือกดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) หรือเปรียบเทียบเงื่อนไขสินเชื่อให้รอบคอบ อาจมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงนี้


คนที่มีหนี้อยู่แล้ว : ผู้ที่มีสินเชื่อแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) อาจต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด เพราะต้นทุนทางการเงินอาจไม่ได้ปรับลดลงเร็วอย่างที่หลายคนหวัง


คนที่มีเงินฝาก : ในอีกมุมหนึ่ง ภาวะดอกเบี้ยสูงมักเป็นข่าวดีสำหรับผู้ฝากเงิน เพราะธนาคารมีแนวโน้มเสนอผลตอบแทนจากเงินฝากในระดับที่สูงกว่าสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำ


นักลงทุน : เมื่อ Fed ยังมีท่าทีค่อนข้าง Hawkish นักลงทุนจึงอาจต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดต่อไปอีกระยะ โดยเฉพาะหุ้นที่พึ่งพาการเติบโตสูงและอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย


สรุป

การประชุม Fed ครั้งล่าสุดอาจไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือน้ำเสียงที่สะท้อนออกมา


เมื่อ Fed ยังกังวลเรื่องเงินเฟ้อ, ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ และส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ ตลาดจึงมองว่าการประชุมครั้งนี้มีลักษณะ “Hawkish” หรือ “สายเหยี่ยว”


และแม้คำว่า Hawkish จะเป็นศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ฟังดูห่างไกล แต่ผลลัพธ์ของมันสามารถสะท้อนมายังชีวิตประจำวันได้ตั้งแต่ค่างวดบ้าน ดอกเบี้ยเงินกู้ ไปจนถึงผลตอบแทนจากเงินฝาก


เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ Fed พูดในห้องประชุมที่สหรัฐฯ อาจส่งผลต่อกระเป๋าเงินของผู้คนทั่วโลก รวมถึงเราเช่นกัน


ที่มา: Federal Reserve (FOMC), Reuters, MarketWatch