โอกาสลงทุนใน ‘หุ้นเติบโตสูง’...ตอบโจทย์ “กลุ่มคนรุ่นใหม่” !!!
จุดเริ่มต้นของ “กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นเพื่อคนรุ่นใหม่ (B-FUTURE)” คือ ต้องการจะคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น (Growth Stock)
ขณะเดียวกันต้องเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ใน ‘กลุ่ม Millennials’ (คนที่เกิดในช่วงปี 1982-1997) เพราะจะเป็นกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า และเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากที่สุด
ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวโน้มที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมนั่นเอง
เพื่อตอบโจทย์อุดมการณ์ดังกล่าว ล่าสุดกองทุนได้มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ‘Fintech’ มากขึ้น
วันนี้ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ จะพามาอัพเดทข้อมูลของ ‘กองทุน B-FUTURE’ มาฝากกัน
“หุ้น Fintech” มีโอกาสการเติบโตที่สูงในอนาคต
โดย “พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บลจ.บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) บอกว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนต.ค. 20 ที่ผ่านมา ‘กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นเพื่อคนรุ่นใหม่ (B-FUTURE)’ ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ผ่านการเข้าซื้อหน่วยลงทุนของ ‘กองทุน Wellington Fintech Fund’ โดยมีสัดส่วนการลงทุน ณ วันที่ 30 ต.ค. 20 อยู่ที่ 7.92% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุน เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมองว่า การลงทุนในกลุ่มฟินเทคจะทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนเติบโตได้ดีในระยะยาว

พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา
“ในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนและเศรษฐกิจชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและฟินเทค ยังมีการเติบโตที่ดีและสามารถให้ผลตอบแทนชนะตลาด เนื่องด้วยสถานการณ์ COVID-19 เป็นตัวผลักดันและเร่งให้คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเริ่มเข้ามีบทบาทในชีวิตประจำวัน รวมถึงก่อให้เกิดการทำธุรกรรมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ สถาบันการเงินเอง ก็มีการปรับตัวและให้บริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน์มากขึ้น”
ดังนั้นบริษัทจึงมองเห็นโอกาสและเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มฟินเทค ซึ่งฟินเทคได้ก้าวเข้ามามีบทบาทและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการให้กับผู้บริโภคในหลายๆ ด้าน นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มนี้ จะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่จะก้าวเข้ามีบทบาทหลักในอนาคตและจะมีการเติบโตที่สูง และเรามองว่าเป็นเพียงช่วงแรกของการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน
เลือกเพิ่มน้ำหนักหุ้นฟินเทคผ่าน ‘Wellington Fintech Fund’
สำหรับสาเหตุที่ ‘กองทุน B-FUTURE’ เลือกลงทุนผ่านหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Wellington Fintech Fund’ เนื่องจาก กองทุนนี้มีการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฟินเทคในด้านต่างๆ เช่น ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-payment), ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure) เช่น ระบบคลาวน์ การจัดเก็บฐานข้อมูล และแพลตฟอร์มการให้บริการลูกค้า เป็นต้น โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่ดี บริหารจัดการโดย ‘Wellington Management’ ซึ่งเป็นบริษัทจัดการชั้นนำที่มีชื่อเสียงมายาวนาน
“ทั้งนี้ ‘กองทุน B-FUTURE’ มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการบริโภคในอนาคต ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรม ซึ่งรองรับแนวโน้มการบริโภค การดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งผู้จัดการกองทุนพยายามเฟ้นหาการลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเลือกลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศผสมผสานกับการลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ต่างประเทศ”
สำหรับ ‘กองทุน B-FUTURE’ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามที่บริษัทจัดการเห็นสมควร โดยจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลครั้งละไม่เกิน 100% จากกำไรสะสม หรือกำไรจากการลงทุนสุทธิ หรือจากการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงาน และตั้งแต่จัดตั้งกองทุน เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2018 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ‘กองทุน B-FUTURE’ มีผลการดำเนินงานดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง มีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว 4 ครั้ง คิดเป็นเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 0.9100 บาทต่อหน่วย
หากใครกำลังมองหาธีมการลงทุนที่ตอบโจทย์ยุคอนาคต กลุ่มหุ้นเติบโตที่มาพร้อมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี เชื่อว่า ‘กองทุน B-FUTURE’ น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตให้กับคุณได้ไม่มากก็น้อย
