“MFC” มั่นใจ “หุ้นเทคฯ” แกร่ง-ห่างไกล “ฟองสบู่”... แนะ “ตลาดย่อ” โอกาสลงทุน รับเทรนด์ “AI Super Cycle” ส่วน “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ที่ 1,600 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?....ธีม “AI Super Cycle” ยังคงเป็นธีมที่มีพื้นฐานรองรับในระยะยาวและห่างไกลจาก “ฟองสบู่” แม้ในระยะสั้น จะเผชิญกับ “ความผันผวน” บ้างก็ตาม


ทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี2026 นั้น มีทั้งภาพที่เป็น “บวก” เศรษฐกิจโลกและสหรัฐยังเติบโตได้ โอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่ในระดับต่ำ ผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเติบโตของ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน


แต่ก็มีภาพ “ลบ” ที่เข้ามารบกวนด้วยเช่นกันไม่ว่าความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน ทิศทางดอกเบี้ยของ “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) ตอดจนความสามารถในการทำกำไรจาก AI ตลอดจนส่งครามการค้า เป็นต้น


แต่ในท่ามกลาง “ความผันผวน” และ “ความไม่แน่นอน” ก็มี “โอกาสการลงทุน” อยู่เสมอเช่นกัน


ทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี26 มีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองการลงทุนจาก “บลจ.เอ็มเอฟซี” พร้อมๆ กันได้เลย



มั่นใจธีม “
AI” พื้นฐานแกร่ง-หนุนการเติบโตทั้ง “ห่วงโซ่อุปทาน”...ชี้ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ทำตลาดปรับฐานระยะสั้น เป็น “โอกาสลงทุน”

โดย “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี บอกว่า ปัจจัยสำคัญในการลงทุนตั้งแต่ต้นปี คือ “ภาวะเงินเฟ้อ” และ “อัตราดอกเบี้ย” แนวโน้มการลงทุนในปีนี้จึงค่อนข้างชัดเจนว่านักลงทุนต้องการหุ้นหรือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นทั่วโลก อีกประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ AI” ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา บริษัทติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีมาประมาณ 3 ปีแล้ว หากย้อนกลับไป “จุดเริ่มต้น” ที่คนพูดถึงมากคือ ChatGPT หลังจากนั้นก็มี Gemini และแพลตฟอร์มอื่นๆ ตามมา ซึ่งภาพนี้คล้ายกับยุคแรกของโซเชียลมีเดีย ที่เคยมีหลายแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, Hi5 และแอปพลิเคชันอื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ใช้งานจะเหลือแพลตฟอร์มหลักเพียงไม่กี่ราย ซึ่ง AI ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะอยู่รอดของเกมนี้ในระยะยาว


(ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์)


“อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าห่วงโซ่อุปทาน เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องใช้ร่วมกัน การลงทุนใน
‘AI’ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นแอปพลิเคชันหรือบริษัทเทคโนโลยีปลายทางเท่านั้น แต่ครอบคลุม โครงสร้างพื้นฐานทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ชิป หน่วยความจำ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ผู้ใช้งานเห็นจริง และยิ่ง AIได้รับความนิยมและปริมาณการใช้มากเท่าไร ความต้องการสินค้าในห่วงโซ่อุปทานจะเพิ่มขึ้นไปด้วย”


สำหรับแนวโน้มการลงทุนในครึ่งลังปี26 หากทิศทางดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ช่วง “ขาขึ้น” อาจส่งผลกระทบต่อ “หุ้นเทคโนโลยี” ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว หากบริษัทสามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้ ราคาหุ้นก็จะกลับมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การปรับฐานของราคาหุ้น จึงถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้นักลงทุนกระจุกตัวมากเกินไป ควรกระจายสัดส่วนการลงทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและเพิ่มอัปไซด์ให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวได้


"ในช่วง 1 ปีข้างหน้า Valuation ของหุ้นธีม AI’ ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และธีม ‘Hardware AI’ ยังมีโอกาสเติบโตต่อ แต่ในระยะ 3 ปีข้างหน้า อาจต้องประเมินสถานการณ์และปรับพอร์ตตามพัฒนาการของอุตสาหกรรม"


ชู
“AI” ยังเป็น “Mega Theme” คาด “Fed” ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว-แรง...พร้อมมองเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 1.9 – 2.0% ส่วน “หุ้นไทย” ปีนี้ให้เป้า 1,600 จุด

เช่นเดียวกับ “เชาวน์กร โชติบัณฑ์” Head of Investment Strategy บลจ.เอ็มเอฟซี ที่มองว่า  ดอกเบี้ยสหรัฐ” ไม่น่าจะปรับตัวขึ้น แต่ก็ไม่ประมาทเรื่องของ “เงินเฟ้อ” หากสงครามยังดันราคาน้ำมันสูง แต่ก็ผ่าน “จุดสูงสุด” มาแล้ว และหาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่น่าจะเห็นการขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต โดยคาดแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีหน้าและตลาดอาจมีการปรับฐานลงและคงไม่แรงเหมือนปี2022


(เชาวน์กร โชติบัณฑ์)


“เศรษฐกิจโลกคาดว่ายังเติบโตต่อเนื่อง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่งเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาด โดยธีม ‘AI’ ยังเป็น ‘Mega Theme’ และขับเคลื่อนตลาดโลก การหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายด้านไอที รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มผ่อนคลายลง”


ส่วน “เศรษฐกิจไทย” ปีนี้ทั้งปีน่าจะโตประมาณ 1.9-2.0% โดยไตรมาส 1 โตค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยในตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้ คือเรื่องการเลือกตั้ง พอได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงจึงทำให้มั่นใจว่าการผลักดันนโยบายต่างๆ น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี อีกเรื่องหนึ่งคือเม็ดเงินส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยเฉพาะโครงการลงทุนเกี่ยวกับ Data Center มีมูลค่าเป็นหลักแสนล้านบาท ถ้าเม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาในประเทศก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ให้ถึงเป้าที่มองไว้ประมาณ 1.9-2.0%



“ภาพ หุ้นไทย ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีตลาดบวกมาประมาณ 25% โดยเม็ดเงินต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ ระมาณ 20,000 กว่าล้านบาท โดยดัชนีหุ้นไทยปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ประมาณ 97 บาท ที่ P/E อยู่ประมาณ 15 เท่า ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ใกล้ระดับนั้นแล้ว ทำให้ภาพระยะสั้น 3 – 6 เดือนอัปไซด์จึงค่อนข้างจำกัดแล้ว แต่ประเมินความเสี่ยงขาลง (Downside) ไม่น่ามากนักดัชนีอยู่แถว 1,400-1,500 จุด เนื่องจากตลาดได้รับรู้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว”


สำหรับพอร์ตการลงทุนแนะนำนักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ต หรือหากจัดพอร์ตอิงตามสัดส่วนการลงทุนจากทั่วโลกแล้ว นักลงทุนควรมี “หุ้นต่างประเทศ” ในพอร์ตถึง 80-90% และมี “หุ้นไทย” เพียง 10-20% เท่านั้น


ส่วนการลงทุนใน “สินทรัพย์ทางเลือก” อย่าง “ทองคำ” ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนเข้าไปเก็งกำไรทองคำกันมาก จึงเห็นการย่อตัวลงแรงมาอยู่แถว 4,000 ดอลลาร์ต้นๆ และเป็นระดับที่ทยอยสะสมได้นสัดส่วนประมาณ 5% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณ “ธ.กลางจีน” เริ่มเข้าซื้อทองคำรอบใหม่อีกครั้ง


ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองการลงทุนของ “บลจ.เอ็มเอฟซี” ที่ยังคงมั่นใจในธีม “AI” ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งพร้อมเติบโตไปกับ “AI Super Cycle” แม้ภาพในระยะสั้นยังเผชิญความผันผวนก็ตาม แต่ในอีกด้านก็เป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว โดยยังให้น้ำหนักกับการลงทุนใน “หุ้นต่างประเทศ” มากกว่า “หุ้นไทย” เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาวนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’