Official Update :

แนะทยอยสะสม ‘หุ้นไทย’ เมื่อตลาดย่อตัว-กระจายพอร์ตไปต่างประเทศ !!!

หลังจากนำเสนอกองทุนทางเลือก อย่าง "กองทุนเปิด วรรณ ไลฟ์ เซทเทิลเมนท์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ONE-LS-UI)” ไปกลางเดือนพ.ย.นั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเพราะถือเป็นครั้งแรกกับกองทุนประเภทนี้ในอุตสาหกรรมกองทุนของไทยสามารถปิด IPO ได้ทะลุ 1 พันล้านบาท

โดย บลจ.วรรณ มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในหุ้นกลุ่ม ‘New Economy’ ยังน่าสนใจกว่ากลุ่ม ‘Old Economy’ แม้ว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาในทั้ง 2 กลุ่มก็ตาม

วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจากบลจ.วรรณมาฝากกัน

แนะจัดพอร์ตด้วย ‘กองทุนทางเลือก’ ที่ไม่อิงกับเศรษฐกิจและหุ้น

โดย พจน์ หะริณสุตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด บอกว่า บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีมากหลังเปิดเสนอขายกองทุนทางเลือก กองทุนเปิด วรรณ ไลฟ์ เซทเทิลเมนท์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ONE-LS-UI)’ โดยสามารถสร้างมูลค่ากองทุนหลังปิดเสนอขาย IPO ได้ประมาณกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งปิดเสนอขายไปเมื่อกลางเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา

(พจน์ หะริณสุต)

“โดยกองทุนนี้จะเน้นการลงทุนจากการเข้าซื้อขายกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกา (โดยทั่วไปเรียกว่า Life Settlement) ที่ออกโดยบริษัทประกันชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการจัดพอร์ตการลงทุนทางเลือกที่ไม่อิงต่อการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้น”

หุ้น ‘New Economy’ยังคงโดดเด่นกว่า‘Old Economy’ในระยะยาว

สำหรับภาพรวมการลงทุนสัปดาห์นี้ คาดว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากวัคซีนต้าน COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพสูง ประกอบกับรัฐบาลและธนาคารกลางในประเทศต่างๆ มีแนวโน้มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อาจสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นได้ ส่งผลให้นักลงทุน Risk on มากขึ้นเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

“อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงติดตามความเสี่ยงเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส4/20 ซึ่งการแพร่ระบาดเริ่มรุนแรงขึ้นและหลายเมืองเริ่มกลับมาใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้ง”

การลงทุนถัดจากนี้ ภายหลังมีข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน ทำให้ตลาดมีความคาดหวังการกลับสู่ภาวะปกติ และเคลื่อนย้ายเงินลงทุนทั้งในแง่ภูมิภาคและอุตสาหกรรมเข้าสู่หุ้นกลุ่ม ‘Old Economy’ เช่น ธนาคาร พลังงาน เนื่องจากราคาปรับตัวลดลงมาจนอยู่ในระดับที่น่าลงทุนระยะยาว แม้ว่ามุมมองด้านการเติบโตของกำไรยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่ม ‘New Economy’ อาทิเทคโนโลยีสินค้าฟุ่มเฟือย

“โดยระยะสั้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ Lockdown มีแนวโน้มถูกขายทำกำไร แต่ในระยะกลางถึงยาว บริษัทยังเชื่อมั่นว่าหุ้นกลุ่ม New Economy ที่อยู่ภายใต้กองทุนหลัก ‘Baillie Gifford LTGG’ เช่น ONE-UGG, ONE-DISC หรือแม้แต่หุ้นในกลุ่ม e-Commerce, Social media, platform, Food Delivery เช่น ONE-GECOM หรือ ONE-ALLCHINA ยังเป็นที่หมายตาของนักลงทุนทั่วโลก จากลักษณะเด่นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ และยังหาผู้ทดแทนในอนาคตได้ยาก”

“หุ้นไทย”ได้รับอานิสงส์‘เงินไหลกลับ’ ตลาดเกิดใหม่

ส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า สัปดาห์นี้บริษัทมองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในกรอบ 1,380 - 1,450 จุด โดยเริ่มเห็น Fund Flows ไหลกลับเข้าตลาด ‘Emerging Markets’ และไหลกลับเข้าตลาดไทยสูงขึ้น สะท้อนผ่านปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมาจากการเก็งกำไรรับข่าวความคืบหน้าวัคซีนของบริษัทผู้พัฒนาต่างๆทั่วโลก ประกอบกับสถานการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติต่ำมากเมื่อเทียบกับในอดีต (ราว 26%)

“อย่างไรก็ตามมองไปข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยยังคงต้องเผชิญความท้าท้ายในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โดยอาจจะต้องรอจนกระทั่งถึงวัคซีนใช้งานจริงอย่างแพร่หลาย ซึ่งคาดว่าประมาณกลางปีหน้า ถึงจะพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาจำนวนมากอีกครั้ง อย่างไรก็ดีในระยะสั้นอาจระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นไทยบ้าง ทั้งนี้ หากดัชนีปรับตัวลดลงมาแตะระดับแนวรับ แนะนำ ทยอยสะสมได้ ในส่วนของนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ แนะนำกระจายพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ”

สุดท้ายนักลงทุนควรมีการจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” อย่างเหมาะสม มีทั้งการลงทุนในต่างประเทศ ในหุ้นไทย และกระจายบางส่วนไปในการลงทุนทางเลือกด้วยเช่นกัน