“กองหุ้นจีน” แชมป์เงินทุนไหลเข้าสุทธิ 7.8 หมื่นล้านบาท...แม้ ‘ผลตอบแทน’ จะทรุดหนัก !!!
“กองทุนรวมไทย” (เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infrastructure fund) สิ้นไตรมาสที่3/21 มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 4.2 ล้านล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสที่2/21 หรือเพิ่มขึ้น 0.1%
โดยไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.7 หมื่นล้านบาท รวม 9 เดือนมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1.32 แสนล้านบาท !!!
เม็ดเงินไหลเข้าสุทธิส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม “กองทุนต่างประเทศ” (ไม่รวม Term Fund) ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกก็มีเงินไหลเข้าสุทธิ 2.5 แสนล้านบาท
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลสถิติความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของอุตสาหกรรม “กองทุนรวมไทย” ในช่วง 9 เดือนแรกจาก “Morningstar” มาอัพเดทกัน
“บลจ.กสิกรไทย” แชมป์เงินไหลเข้าสุทธิมากสุด 9 เดือนแรก 3.3 หมื่นล้านบาท...ในขณะที่ “บลจ.ไทยพาณิชย์” เงินไหลออกสุทธิมากสุด -2.7 หมื่นล้านบาท
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า หากมาดู 5 อันดับบลจ.ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิมากสุดในช่วง 9 เดือนแรกนั้น “บลจ.กสิกรไทย” เป็นบลจ.ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดติดต่อกัน 2 ไตรมาสรวมรอบ 9 เดือนเป็นมูลค่า 3.4 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมกองทุนตราสารหนี้ประเภท term fund) ตามมาด้วย “บลจ.กรุงไทย” ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิทั้ง 3 ไตรมาส รวมมูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท และ “บลจ.กรุงศรี” มีเงินไหลเข้าวสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาท ที่ถือว่ามีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม เช่นเดียวกับ “บลจ.เกียรตินาคินภัทร” และ “บลจ.วรรณ” ทำให้มีอัตราการเติบโต (Organic growth) ที่ 12-40%

“ด้านบลจ.ที่มีเงินไหลออกมากที่สุดในรอบ 9 เดือนคือ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ รวม 2.7 หมื่นล้านบาท โดยมาจากช่วงไตรมาสแรกเป็นหลัก เช่นเดียวกับ ‘บลจ.บัวหลวง’ ที่มีเงินไหลออกในไตรมาสแรกระดับ 1 หมื่นล้านบาทจากทั้งหมด 1.6 หมื่นล้านบาทของช่วง 9 เดือนแรก”
“กองทุนต่างประเทศ” ติด 9 ใน 10...กลุ่มกองทุนที่มี ‘เงินไหลเข้าสุทธิ’ มากสุด 9 เดือนแรก
สำหรับ “กองทุนรวมต่างประเทศ” (ไม่รวม Term Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสิ้นไตรมาสที่3/21 อยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากไตรมาสที่2/21 หรือ 50.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลเข้าสุทธิ 5.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นเงินจาก ‘กองทุนตราสารทุน’ และ ‘กองทุนผสม’ เป็นส่วนใหญ่ที่ 4.7 หมื่นล้านบาทและ 1.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ รวม 9 เดือนเป็นเงินไหลเข้า 2.5 แสนล้านบาท
“กองทุนกลุ่ม Commodities มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเกือบ 3 หมื่นล้านบาท มีเงินไหลออกสุทธิ 1.3 พันล้านบาท แม้ ‘ราคาน้ำมัน’ และ ‘ทองคำ’ จะมีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างแตกต่างกันในไตรมาสที่ผ่านมา โดยกลุ่ม ‘กองทุนน้ำมัน’ มีผลตอบแทนสะสม 9 เดือน 64.7% ในขณะที่ ‘กองทุนทองคำ’ อยู่ที่ -5.0% แต่กองทุนทั้ง 2 ประเภทมีเงินไหลออกสุทธิเหมือนกัน รวม 9 เดือนเป็นเงินไหลออกสุทธิ 4.7 พันล้านบาท”

ในส่วนของ “ตลาดหุ้นต่างประเทศ” อาจมีความผันผวนมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาแต่ในภาพรวมนักลงทุนยังทยอยลงทุนต่อเนื่อง ทั้งนี้จะพบว่ากลุ่มกองทุนที่มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด 10 อันดับแรกในช่วง 9 เดือนนั้น เป็น “กองทุนต่างประเทศ” เกือบทั้งหมด มีเพียง “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” เท่านั้นที่เป็นการลงทุนในประเทศที่เบียดเข้ามาได้
“โดยในไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลเข้าสุทธิ ‘กองทุนหุ้นต่างประเทศ’ 4.7 หมื่นล้านบาท รวม 9 เดือน 2.3 แสนล้านบาท ด้าน ‘กองทุนตราสารหนี้’ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 9.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า มีเงินไหลออกสุทธิ 3.6 พันล้านบาท ทำให้มีสัดส่วนลดลงต่ำกว่า 9% ของการลงทุนกองทุนต่างประเทศ (ไม่รวม term fund)”
ด้านกองทุนกลุ่ม “กองหุ้นโลก (Global Equity)” แม้แรงซื้อจะแผ่วลงบ้างในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. แต่ต่อมาในเดือนก.ย.กลับมามีแรงเข้าซื้อมากขึ้นทำให้ในไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 1.7 หมื่นล้านบาท และเป็นกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสุทธิมากเป็น ‘อันดับ2’ รองจาก “กองหุ้นจีน” มีเงินไหลเข้าสะสมรอบ 9 เดือนทั้งสิ้น 6.8 หมื่นล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาสก่อนหน้าและเข้าใกล้ระดับ 2 แสนล้านบาท
“กองทุนกลุ่ม ‘กองตราสารหนี้โลก (Global Bond)’ มีมูลค่าทรัพย์สินลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลออกสุทธิอีก 4.9 พันล้านบาท ทำให้เป็นกลุ่มที่มีเงินไหลออกสุทธิสะสมสูงสุดของปีนี้ 2.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เม็ดเงินไหลออกเป็นเงินจากหลาย บลจ. โดย ‘บลจ.ธนชาต’ และ ‘บลจ.ทหารไทย’ มีเงินไหลออกสุทธิรวมกัน 1.4 หมื่นล้านบาท”
“กองหุ้นจีน” ผลตอบแทนทรุดตามตลาดร่วง...แต่ยังครอง “อันดับ1” เงินลงทุนไหลเข้าสุทธิมากสุด 9 เดือนแรกกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท
ในส่วนของ “กองหุ้นจีน” นั้น ในปีนี้ได้รับผลกระทบในเชิงลบจากมาตรการจัดระเบียบของรัฐบาลจีนที่ส่งผลต่อ “ตลาดหุ้นจีน” ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลที่เกิดขึ้นกับ ‘Didi’ การออกกฎให้สถาบันการศึกษาเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไรที่ส่งผลโดยตรงกับสถาบันกวดวิชาหลายแห่ง การจำกัดเวลาเล่นเกมกับเยาวชนจีน มาจนถึงการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัท ‘China Evergrande’ ทำให้บรรยากาศการลงทุนหุ้นจีนได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
“โดยในช่วงไตรมาสที่3/21 ‘กองหุ้นจีน’ มีผลตอบแทนต่ำที่สุดหรือเฉลี่ย -13.9% อย่างไรก็ดีนักลงทุนอาจมองเป็นโอกาสการลงทุนทำให้ในไตรมาสที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าสุทธิ 7.5 พันล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินลดลง 10.7% จากไตรมาสก่อนไปอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท หรือลงมาอยู่อันดับที่ 2 ในหมวดกองทุนต่างประเทศ แต่ยังเป็นกลุ่มกองทุนที่มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิมากสุดเป็น ‘อันดับ1’ ในช่วง 9 เดือนแรกกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวลงไปบ้างก็ตาม”

โดย 2 ใน 3 ของเงินลงทุนหุ้นจีนมูลค่า 1.7 แสนล้านบาทนี้เป็นเงินลงทุนใน 5 บลจ. นำโดย “บลจ. กสิกรไทย” 3.9 หมื่นล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้าในปีนี้รวม 2.4 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วย “บลจ.กรุงไทย” มูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านบาท จากเงินไหลเข้าสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินไหลเข้าในไตรมาสแรกและเริ่มมีเงินไหลออกในไตรมาสล่าสุด ด้าน “บลจ.ทหารไทย” มีมูลค่าทรัพย์สินอันดับ 3 และมีเงินไหลเข้าน้อยกว่าบลจ.อื่นใน 5 อันดับแรก อีกทั้งผลตอบแทนที่ติดลบในปีนี้ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนอันดับ4 และ 5 ได้แก่ “บลจ.กรุงศรี” และ “บลจ.ไทยพาณิชย์” ตามลำดับ
ในช่วงที่เกิดข่าวเชิงลบเกี่ยวกับจีนนั้นแต่ละกองทุนอาจได้รับผลกระทบที่มากน้อยแตกต่างกัน หากอ้างอิงกลุ่มกองทุนของ Master Fund เพื่อดูผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน (ไตรมาสที่3/21) จะสามารถแบ่งได้ดังนี้
-EAA Fund China Equity (จีนและฮ่องกง) ผลตอบแทนเฉลี่ย -16.8%
-EAA Fund China Equity - A Shares ผลตอบแทนเฉลี่ย -9.1%
-EAA FundGreater China Equity (จีน ฮ่องกง และไต้หวัน) ผลตอบแทนเฉลี่ย -5.6%
-US Fund China Region ซึ่งเป็น ETF ในสหรัฐ ผลตอบแทนเฉลี่ย -19.3%
“โดยกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้น ‘A-shares’ จะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่าหรือมีผลตอบแทนเฉลี่ยรอบไตรมาสล่าสุดที่ -9.1% ขณะที่กองทุนที่ลงทุนใน ‘ฮ่องกง’ ด้วยจะมีผลตอบแทนแย่กว่า และกลุ่ม ETF จะมีผลตอบแทนติดลบมากที่สุดเฉลี่ย -19.3% เนื่องจากเป็นการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีนซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างมากนั่นเอง”
ทั้งหมดนี้เป็นความเคลื่อนไหวของ “เงินลงทุนไหลเข้า-ออกสุทธิ” ในอุตสาหกรรม “กองทุนรวมไทย” ในช่วง 9 เดือนแรกทั้งในส่วนของบลจ. และกองทุนต่างประเทศ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นกรณีของ “หุ้นจีน” ที่ก็ยังไม่สามารถชะลอเม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม “กองหุ้นจีน” ในช่วง 9 เดือนแรกนี้ได้แต่ประการใด หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
