โอกาสลุ้นผลตอบแทนจาก ‘หุ้นตลาดเกิดใหม่’…ในช่วง 1 ปี ข้างหน้า!!!
ยุคดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดดินนี้ ผลักดันให้นักลงทุนต้องเสาะแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าให้กับตัวเอง
“ผลตอบแทน” ก็อยากได้ แต่ในแง่ของ “ความเสี่ยง” ก็ไม่อยากจะแบกรับมากจนเกินไป ด้วยกองทุนประเภทที่มีความซับซ้อนสามารถออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องนี้ให้ได้
อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน จึงไม่ได้เปิดขายให้กับนักลงทุนทั่วไปแต่ขายให้นักลงทุนรายใหญ่โดยมีการซื้อขั้นต่ำที่ 500,000 บาท
ล่าสุดทาง “บลจ.ไทยพาณิชย์” ได้ส่ง ‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ คอมเพล็กซ์รีเทิร์น 1YJ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (SCBCR1YJ)’ มาเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุน
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกองทุนนี้มาฝากกัน
มอง “หุ้นตลาดเกิดใหม่” น่าสนใจ...มีโอกาสในการลงทุนต่อเนื่อง
โดย “ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด บอกถึงความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ให้ฟังว่า เป็นตลาดที่น่าสนใจมากในช่วงนี้เนื่องจากตลาดกลุ่มนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะใน ‘เอเชียและแอฟริกาใต้’ หลังจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดี และเศรษฐกิจมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่ายังมีความเสี่ยงด้านความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงความผันผวนในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้และยุโรปตะวันออกจากนโยบายป้องกันการแพร่ระบาด และราคาน้ำมันที่ยังมีความผันผวนสูงอยู่ แต่ก็คาดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ น่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
“บริษัทได้มองเห็นโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จึงต่อยอดนำเสนอขายในรูปแบบ ‘กองทุนคอมเพล็กซ์รีเทิร์น’ ซึ่งยังคงมีนักลงทุนให้ความสนใจต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นกองทุนที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศ ‘ตลาดเกิดใหม่’ จากการลงทุนในสัญญาวอร์แรนต์ที่อ้างอิงกับ ‘MSCI Emerging Markets Index (USD)’ พร้อมโอกาสลดความเสี่ยงการขาดทุนของเงินต้นผ่านการเลือกลงทุนในตราสารที่มีคุณภาพ”
ออกแบบกองทุนเพื่อป้องกันเงินต้น...พร้อมโอกาสลุ้นผลตอบแทนจากหุ้น
สำหรับ ‘กองทุน SCBCR1YJ’ นี้มีกลยุทธ์การลงทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 : นําเงินต้นประมาณ 98% ของทรัพย์สินกองทุนไปลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุนได้ขึ้นไป เมื่อครบกำหนดอายุกองทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนพร้อมโอกาสรับผลตอบแทนซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินต้น การลงทุนส่วนนี้มีความผันผวนต่ำช่วยลดความเสี่ยงการขาดทุนเงินต้นได้
ส่วนที่ 2 : ประมาณ 2% ของทรัพย์สินกองทุน จะนำไปลงทุนในสัญญาวอร์แรนต์ที่อิงกับผลตอบแทนของ ‘MSCI Emerging Markets Index (USD)’ เน้นสร้างผลตอบแทนตามผลการดำเนินงานของตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ผ่าน MSCI Emerging Markets Index (USD) ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
“ซึ่งดัชนีประกอบด้วยหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จำนวน 26 ประเทศ ครอบคลุม 1,387 หุ้น หรือประมาณ 85% ของตลาดในแต่ละประเทศ โดยคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (free float-adjusted market capitalization)”
ลุ้นโอกาสรับผลตอบแทนแบบ... “ครีบปลาฉลาม (Shark Fin)”
สำหรับสัญญาวอแรนต์ดังกล่าวมีลักษณะการจ่ายผลตอบแทนแบบ ‘Shark Fin’ ซึ่งเป็นส่วนสร้างผลตอบให้กับกองทุน โดยแบ่งการจ่ายผลตอบแทนเป็น 3 กรณี คือ
กรณีที่ 1 : จ่ายผลตอบแทน 40% ของผลตอบแทนของดัชนี เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นระหว่าง 0 -15%
กรณีที่ 2 : จ่ายผลตอบแทนชดเชยประมาณ 0.25% เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นเกิน 15% ระหว่างอายุกองทุน
กรณีที่ 3 : ‘ไม่จ่ายผลตอบแทน’ หากดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่าราคา ณ วันลงทุนเมื่อครบกำหนดอายุกองทุน
โดยดัชนี MSCI Emerging Markets Index (USD) มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย -1.16% ต่อปี ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 10.54% ต่อปี ย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 2.42% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 8.97% ต่อปี (ที่มา: MSCI Emerging Markets Index (USD) ณ Bloomberg ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 20)
“บริษัทจึงได้นำเปิดเสนอขาย ‘กองทุน SCBCR1YJ’ มีอายุ 1 ปี เปิดขายครั้งเดียววันนี้ – 23 พ.ย. 20 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท”
สำหรับใครที่มองหาโอกาสการลงทุนที่มีลุ้นผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากอยู่ รูปแบบของ ‘กองทุน SCBCR1YJ’ ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามผลการดำเนินงานของตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ประกอบกับมีโอกาสได้รับผลตอบแทนชดเชยในระดับที่น่าสนใจหากตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นมากกว่าที่คาด จึงน่าจะตอบโจทย์นักลงทุนได้ไม่มากก็น้อยในสภาวการณ์เช่นนี้
