TACC ทุ่ม 45 ลบ. ถือหุ้น 30% ลุยแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” จ่อรับรู้ส่วนแบ่งกำไรไตรมาส 4/69 แย้มแผนดันเข้าตลาดหุ้นภายใน 3 ปี

TACC ประกาศเข้าลงทุนในเบทเทอร์บีมฟู้ด เจ้าของแบรนด์ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" สัดส่วน 30% มูลค่า 45 ล้านบาท หวังต่อยอดความเชี่ยวชาญจาก B2B สู่ B2C มั่นใจช่วยเสริมแกร่งระบบซัพพลายเชนและ R&D เตรียมปูทางขยายสาขา-รุกต่างประเทศ พร้อมแย้มแผนดันเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า


นางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด (Betterbeam Food) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ชาไทยยอดนิยม “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ในสัดส่วนหุ้น 30% คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 45 ล้านบาท


โดยการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการขยายขอบเขตธุรกิจจากการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ (B2B) เข้าสู่การสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (B2C) เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวและเพิ่มโอกาสการเติบโตผ่านช่องทางใหม่ ๆ อย่างยั่งยืน


สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้บริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้าน R&D การพัฒนาเครื่องดื่ม และระบบซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งเข้ามาช่วยสนับสนุน Betterbeam Food ขณะที่ทางแบรนด์ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" มีจุดแข็งในด้านการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่น เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่และได้รับความนิยมสูง


ด้านนางสาวพันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด ระบุว่า การได้ TACC มาเป็นพาร์ทเนอร์จะช่วยให้การสร้างการเติบโตรวดเร็วและเป็นมาตรฐานมากขึ้น โดยเฉพาะด้านบริหารจัดการต้นทุน ตลอดจนการจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น


ทั้งนี้ เงินลงทุนมูลค่า 45 ล้านบาท จากการที่ TACC เข้าถือหุ้น 30% ใน Betterbeam Food เบื้องต้นมีแผนนำไปใช้เพื่อขยายสาขาทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด จากปัจจุบันที่มีสาขารวมทั้งสิ้น 27 แห่ง รวมถึงพัฒนา Flagship Store ในทำเลที่มีศักยภาพ


พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์เดิม โดยเน้นเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่าย พัฒนาระบบซัพพลายเชน และวางแผนด้านการตลาดเพื่อรองรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่วงต้นปีหน้า ตลอดจนรองรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศในอนาคต


ขณะเดียวกัน นางสาวไตรทิพย์ คาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าลงทุนในไตรมาส 4/69 และช่วยสนับสนุนผลประกอบการในปี 2570 อย่างมีนัยสำคัญ


ดันเข้าตลาดหุ้นใน 2-3 ปี

ส่วนแผนการนำบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) นั้น บริษัทมองว่ามีความเป็นไปได้ในอนาคต แต่อาจต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมด้านระบบบัญชีและสร้างฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง โดยคาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้าจะมีความชัดเจนมากขึ้น


นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าลงทุน (JV) ในแบรนด์เครื่องดื่มเพิ่มอีก 1 แบรนด์ มูลค่าใกล้เคียงกับการลงทุนในแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ซึ่ง TACC จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปลายไตรมาส 3/69


อย่างไรก็ตาม จากแผนขยายการลงทุนในธุรกิจ B2C (Business-to-Consumer) มากขึ้นคาดว่าจะผลักดันสัดส่วนรายได้ใน 3 ปีข้างหน้า (70-72) ให้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 15% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้กว่า 95-98% มาจากกลุ่มธุรกิจ B2B (Business-to-Business)