Official Update :

คิดจะลงทุน “หุ้น” ในตลาดที่ ‘ศก.เติบโตสูง’...ต้องไม่ลืม “อินเดีย” & “เวียดนาม” !!!

ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก “หุ้น” ยังยืนหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีสุดโดยเปรียบเทียบอยู่นั่นเอง


จุดขายหนึ่งที่สำคัญหนึ่งก็คือGrowth Story” ที่มาบนพื้นฐานการเติบโตที่โดดเด่นทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างปฏิเสธไม่ได้


“อินเดีย” และ “เวียดนาม” ถือเป็น 2 ตลาดหุ้นที่มีจุดขายในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง


วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ 2 ตลาดนี้มาอัพเดทให้ฟังกัน



“บลจ.ไทยพาณิชย์” มั่นใจ “หุ้นอินเดีย” ตอบโจทย์ระยะยาว
…พร้อมก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจศก.โลกในอนาคต

โดย “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ มองว่า “หุ้นอินเดีย” เป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุนตลาดหนึ่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2040 คาดว่าจะมาจากประเทศเกิดใหม่เป็นสำคัญโดยมีส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจถึง 63% (ข้อมูลจาก IMF) และคาดว่า “อินเดีย” จะกลายเป็นประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจของโลก โดยเศรษฐกิจของประเทศอินเดียได้เติบโตอย่างรวดเร็วจาก 3 แสนล้านดอลลาร์ ในปี1990 เป็นกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2015 และคาดว่าจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030 จากการเติบโตของชนชั้นกลาง และประชากรที่กำลังอยู่ในวัยแรงงานทำงานที่คาดว่าจะสูงถึง 1,000 ล้านคนในปี 2050



 

(นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)



“อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากนโยบายของเหล่าประเทศชั้นนำที่ต้องการลดการพึ่งพาประเทศจีน ทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตใหม่ของโลก ประกอบกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันให้เติบโตให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องได้ในระยะยาว เช่น การลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 22% เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ การผ่อนคลายกฎหมายแรงงานเพื่อลดขั้นตอนการทำธุรกิจ การปฏิรูปการเกษตรเพื่อลดตัวกลาง เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และการควบคุมสถาบันการเงินเพื่อลดหนี้เสียในระบบ เป็นต้น”


นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นแหล่งผลิต Start-up ระดับยูนิคอร์น” (Start-up ที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งในปัจจุบันมีกว่า 50 บริษัท เป็น “อันดับ 3 รองจาก อเมริกา และ จีน ขณะที่ “ตลาดหุ้นอินเดีย” มีการฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและมีปัจจัยด้านผลประกอบการที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นอินเดียเป็นตลาดที่มีการซื้อขายด้วยราคา (P/E) ที่แพง จึงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนประเภท Active Fund ที่ผู้จัดการกองทุนจะมีการคัดเลือกหุ้นที่มีความน่าสนใจและมูลค่าเหมาะสม



“บลจ.บัวหลวง” ชู “หุ้นเวียดนาม”...ดาวเด่นในกลุ่ม
‘อาเซียน’-ราคาถูกสุดในกลุ่ม

ในขณะที่ “พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง (กองทุนบัวหลวง) มองว่า “เวียดนาม” ก็เป็นอีกประเทศที่น่าสนใจลงทุน หากกล่าวถึงประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีโอกาสเติบโตสูง เวียดนามจะเป็นประเทศที่ถูกจัดอยู่ในลำดับต้นๆ โดยองค์ประกอบสำคัญที่เป็นแรงผลักดันคือ เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงเติบโต โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่ถึง 63% อยู่ในช่วงวัยทำงาน รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (Rising Middle Income)


ในส่วนของการลงทุน มี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เวียดนามโดดเด่นและมีความน่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาค ได้แก่ โอกาสลงทุนในเศรษฐกิจที่มีการเติบโตสูง เป็นเป้าหมายของฐานการผลิตจากทั่วโลก และมูลค่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่อง



(พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา)



“โดยปัจจุบันมูลค่าหุ้นเวียดนามอยู่ในระดับราคาหุ้นที่ถูกที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี 2022 คาดการณ์ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้นหรือ P/E หุ้นขนาดใหญ่อยู่ที่ 13.2 เท่า หุ้นขนาดกลางอยู่ที่ 9 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชีย P/E อยู่ที่ 14 - 15 เท่า และตลาดหุ้นไทย P/E อยู่ที่ 16 เท่า”


นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นหรือ EPS Growth Rate ของหุ้นเวียดนาม เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียด้วยกัน ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าเกือบทุกประเทศยกเว้นฟิลิปปินส์ โดยในปี 2022 คาดการณ์ EPS Growth Rate หุ้นขนาดใหญ่อยู่ที่ 20% หุ้นขนาดกลางอยู่ที่ 25% และ VN Index อยู่ที่ 25%


หากมองหาตลาดหุ้นในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มี “Growth Story” เป็นจุดขายแล้ว “อินเดีย” และ “เวียดนาม” ถือเป็นอีก 2 ตลาดที่อยู่บนธีมการลงทุนนี้ และเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกด้วยเช่นกัน

โต๊ะกองทุน Wealthythai