“หุ้นตลาดเกิดใหม่” แนวโน้มสดใส...รับนโยบายที่เป็นมิตรของ ‘โจ ไบเดน’ !!!
อย่างที่นักลงทุนหลายต่อหลายคนรู้กันดีว่า การเป็นประธานาธิบดีของ “โจ ไบเดน” ได้ทำให้ภาพรวมตลาดทุนมีมุมมองที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” หลังจากที่ในยุคสมัยของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ด้วยนโยบาย America First ทำให้ได้รับผลกระทบไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การฑูต เป็นต้น
แต่ในทางกลับกันนโยบายส่วนใหญ่ของ “โจ ไบเดน” นั้น จะเป็นการมุ่งเน้นด้วยการเจรจาผ่านตัวกลางต่างๆ ทำให้การคาดเดาได้ง่ายมากขึ้น และการแก้ปัญหาเป็นส่วนใหญ่จะคลี่คลายในทิศทางเชิงบวก ซึ่งจะส่งผลดีต่อ ‘ตลาดหุ้นเอเชีย’ ‘หุ้นตลาดเกิดใหม่’ อย่างมีนัยสำคัญ
ในวันนี้เองทาง ‘Wealthy Thai’ ได้มีมุมมองจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน อย่าง “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่พูดถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่หลังจากนี้ มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
ดร.สมชัย อมรธรรม
“หุ้นตลาดเกิดใหม่” ยังน่าสนใจ...หลังการค้าระหว่างประเทศเริ่มปลดล็อก
โดยตลาดเกิดใหม่ในปัจจุบันถือว่ามีความน่าสนใจมากขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ได้ประธานาธิบดีเป็น “โจ ไบเดน” จะทำให้ภาพรวมความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศเกิดใหม่ที่เป็นเหมือนแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรแก่ตลาดพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ ยุโรป มีทิศทางที่ดีขึ้น กว่ายุคสมัย “โดนัลด์ ทรัมป์”
“ส่วนสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ นั้น เชื่อว่าจะยังคงมีต่อ แต่เป็นในรูปแบบการฑูตมากขึ้นกลับไปสู่การเจรจาผ่านตัวกลางอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ทิศทางต่างๆ จะมีการคลี่คลายที่ดีขึ้นและเป็นปัจจัยบวกให้แก่เศรษฐกิจและ ‘ตลาดหุ้นจีน’ โดยหากประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนมีภาพรวมที่ดี ก็จะส่งผลมายังประเทศคู่ค้าด้วยเช่นกัน”
“ระยะยาว” ตลาดยังไปได้ต่อ...รับแรงหนุน ‘ข้อตกลงอาร์เซ็ป’ การค้าเสรี
ภาพรวมในระยะยาวตลาดหุ้นเกิดใหม่ก็ยังมีแนวโน้มที่ไปต่อได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนอย่าง การลงนามความตกลง ‘Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)’ หรือ ‘อาร์เซ็ป’ ของทั้ง 15 ประเทศ ที่เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคุณภาพ มาตรฐานสูง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันและผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของทุกประเทศ
“ซึ่งจะเป็นผลบวกให้แก่การเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ อย่างประเทศจีนที่มีการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6% หรืออินโดนีเซีย 5% ก็ทำให้ประเทศดังกล่าวมีรูมที่ยังเติบโตได้อีก นอกจากนี้แม้ว่าการพัฒนาการวัคซีน COVID-19 จะมีความคืบหน้าอย่างชัดเจนแล้ว แต่เชื่อว่านโยบายการเงินการคลังในแต่ละประเทศจะยังคงมีออกมาต่อเนื่อง ก็จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง”
มองฟันด์โฟลว์มีโอกาส “ไหลเข้า” หุ้นตลาดเกิดใหม่ต่อ...เหตุสภาพคล่องในตลาดยังสูง
สำหรับฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้ามายังตลาดหุ้นเกิดใหม่นั้น คาดว่ายังมีโอกาสที่จะไหลเข้าได้ต่อเนื่อง ด้วยสภาพคล่องในตลาดที่ยังค่อนข้างสูงเอง ตลาดบางตลาดก็เริ่มแพงจึงทำให้ฟันด์โฟลว์จะไหลยังตลาดที่ไม่แพงมากนักหรือยังปรับตัวได้ไม่สูงมากนัก นอกจากนี้แนวโน้มเงินค่าเงินดอลลาร์ที่มีท่าทีจะกลับมา ‘อ่อนค่า’ นั้นจะทำให้ค่าเงินอื่นๆ แข็งค่า จึงทำให้นักลงทุนเห็นโอกาสดังกล่าวในการลงทุนตลาดเกิดใหม่
แนะให้น้ำหนัก “หุ้นตลาดเกิดใหม่” 30-40% ของพอร์ตหุ้นต่างประเทศ
โดยแนะนำนักลงทุนที่สนใจหากเป็นพอร์ตตลาดหุ้นต่างประเทศ สามารถให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้ถึง 30-40% ซึ่งหากแยกเป็นรายประเทศที่น่าสนใจ ประกอบไปด้วย ‘จีน’ ที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ ‘อินเดีย’ แต่อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องสาธารณูปโภคที่ตัดเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ยังเพิ่มต่อเนื่องและ ‘ไทย’ ที่หากวัคซีน COVID-19 เริ่มใช้งานได้ ก็จะสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวในประเทศ
“แม้ว่าที่ผ่านมา ‘ตลาดหุ้นจีน’ จะเพียงเป็นตลาดเดียวที่นักลงทุนให้ความสนใจในกลุ่ม ‘หุ้นตลาดเกิดใหม่’ แต่ดูเหมือนว่าการมาของ ‘โจ ไบเดน’ เองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงอีกหนึ่งความสนใจอย่างการทำข้อตกลงอาร์เซ็ป ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของกลุ่มสมาชิกมีความน่าดึงดูดมากขึ้น”
