“บลจ.ยูโอบี” ชูธีม “AI” เด่นสุดโอกาสโตรับ “โลกยุคดิจิทัล” ให้เป้า “หุ้นไทย” ปีนี้ 1,650 จุด ปลื้มครองแชมป์ “อันดับ1” กลุ่ม “USD Fund” ในไทย !!!
สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...แม้ตลาดการลงทุนโลกยังคงมี “ความไม่แน่นอน” และเต็มไปด้วย “ความผันผวน” แต่โอกาสการลงทุนยังคงมีอยู่ทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ไม่ได้แย่แต่ประการใด
นักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทาง “อัตราดอกเบี้ย” ในหลายปีที่ผ่านมา ด้าน “การเติบโตของกำไรบจ.” โดยเฉพาะในกลุ่ม “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” (AI) ระบบ Cloud Computing และ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก
ตลาดกำลังจับตา “Kevin Warsh” ประธาน Fed ผู้ที่จะกำหนดทิศทางดอกเบี้ย เชื่อว่าความผันผวนส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดยังคาดเดาอะไรไม่ได้นั่นเอง
อย่างไรก็ตามการผ่อนคลายนโยบายการเงินของหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศมีโอกาส “คงที่” หรือ “ปรับขึ้นได้น้อยกว่าคาด”
หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลง จะช่วยสนับสนุนสภาพคล่องของระบบการเงินและลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่ง “ผลดี” ทั้งต่อ “ตลาดตราสารหนี้” และ “ตลาดหุ้น” ในระยะกลางเช่นกัน
ด้วยภาพของเศรษฐกิจโลกเช่นนี้แนวโน้มการลงทุนในปีนี้จะเป็นเช่นไร จะรับมือกันยังไง ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “บลจ.ยูโอบี” มาฝากกัน
“บลจ.ยูโอบี” ชูธีม “AI” พื้นฐานแกร่ง-จังหวะย่อโอกาสลงทุน...คาดหลังทิศทาง “ดอกเบี้ย” ชัดเจนพร้อมกลับมาวิ่งต่อ
โดย “ณัฐพล จันทร์สิวานนท์” กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี บอกว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจแต่การลงทุนจะมีลักษณะ “กระจายตัวมากขึ้น” (Broadening Market Leadership) จากเดิมที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ จะเริ่มเห็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนใหม่ เช่น Semiconductor, Data Center, Energy Infrastructure และ Industrial Automation รวมถึงผู้ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตทั่วโลก เข้ามามีบทบาทในการสร้างผลตอบแทนมากขึ้น
โดยหุ้นธีม “AI” ยังเด่นสุดมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ผลกำไรยังแข็งแกร่งพร้อมโตตาม “AI Megatrend”

(ณัฐพล จันทร์สิวานนท์)
“ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดกังวลกับ ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ ของ ‘ธ.กลางสหรัฐ’ (Fed) ที่ยังคาดเดาได้ยาก เพราะตลาดยังจับทาง ‘Kevin Warsh’ ประธาน Fed คนปัจจุบันไม่ได้ แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันสูง ทำเงินเฟ้อสูงก็มีโอกาสที่จะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้ 1 ครั้ง และคงต้องจับตาดูกันใกล้ชิด Bond Yield ที่สูง ถ้าจะดึงลงก็อาจจะเห็น Fed ขึ้นดอกเบี้ยได้เช่นกัน ซึ่งหลังผ่านกระชุม Fed ไปสักหลายครั้งจากนี้ ตลาดน่าจะพอคาดเดาทิศทางดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะทำให้ความไม่แน่นอนลดลงและน่านจะทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาอีกครั้งได้ ดังนั้นจังหวะตลาดปรับฐานจึงเป็นโอกาสลงทุน”
ส่วน “หุ้นสหรัฐ” เป็นตลาดสำคัญที่ทิ้งไม่ได้เช่นกัน เป็นตลาดที่มีคุณภาพสูงและมีศักยภาพการเติบโตของกำไรที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก จากการลงทุนด้าน AI, Cloud Computing, Semiconductor และระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พวก “Software” ต่างๆ ส่วนใหญ่ยังอยู่ฝนตลาดสหรัฐเป็นหลัก แม้ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) จะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต แต่การเติบโตของกำไรยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ทำให้ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “AI Ecosystem”
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนไปยังบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งกลุ่มอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กร ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากกรอบการลงทุนระยะยาวเช่นกัน”
“ดังนั้น การจัดสรรสินทรัพย์แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นต่างประเทศในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะ ‘หุ้นสหรัฐ’ และ ‘หุ้นเอเชีย’ บางประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง”

มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าหมายสิ้นปีนี้ที่ 1,650 จุด...เน้นกลุ่มที่มี “ปันผลสูง” และ “ได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า”
สำหรับ “หุ้นไทย” ในช่วงครึ่งหลังปี26-27 บริษัทยังคงมีมุมมองเชิงบวก แม้ระดับดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาใกล้กรอบมูลค่าพื้นฐานในระยะสั้นแล้ว โดยมองเป้าดัชนีสิ้นปีกรณีฐาน (Base Case) ที่ 1,650 จุด (Bull 1,750 จุด, Worst 1,540 จุด) ภายใต้เงื่อนไขของสงครามและเสถียรภาพการเมืองของไทยที่แตกต่างกัน โดยคาดว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดย “สภาพัฒน์” ได้ปรับขึ้นประมาณการ GDP ปี26 มาอยู่ที่ 2.2% (กรอบ 2.0% - 2.5%) จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 2.0%
“นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI, Data Center, Digital Infrastructure, พลังงาน และโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว บริษัทยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงกลุ่มที่ให้ปันผลสูง มีกระแสเงินสดที่ดี”
ส่วนดอกเบี้ยไทยเอง ปีนี้น่าจะทรงตัวถึงสิ้นปีและมีโอกาสปรับลดลงได้ 1 ครั้งในปีหน้า เพื่อเข้าดูแลแก้ไขปัญหาหนี้และช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับธุรกิจ SME แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังโตได้ดีก็ตาม ในขณะที่ดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มทรงตัวสูงถึงปรับตัวขึ้นได้ ดังนั้นแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์เองมีแนวโน้มจะ “แข็งค่าขึ้น” แนะนำให้นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นบ้าง ผ่านกองทุนต่างประเทศประเภท “Unhedge” ผสมเข้ามาในพอร์ต
แนะ “กระจายการลงทุน”...พร้อมเปิด “กองทุนเด่น” ปี26 แบ่งตามวัตถุประสงค์การลงทุน
โดย “กุลฉัตร จันทวิมล” กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี บอกว่า “ดอกเบี้ย” ยังเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นสลับกลุ่มกันเล่นวนสลับไปมา ในภาพรวมยังชอบหุ้น กำไรยังเติบโตดี แต่แนะนำให้กระจายการลงทุนระหว่างภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์มากกว่าการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งบริษัทมีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายให้เลือกลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของนักลงทุน ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี
“ทั้งนี้ บริษัทยังมีการแนะนำโพรดักท์กองทุนไปให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เลือกลงทุนด้วยเช่นกัน ปีนี้ธุรกิจ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ (PVD) ของบริษัทก็เติบโตได้โดดเด่น ช่วง 7 เดือนแรกมีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 9.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.9% ในขณะที่อุตสาหกรรมโต 6.9%”

(กุลฉัตร จันทวิมล)
บริษัทแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน ตามวัตถุประสงค์ในการลงทุนของผู้ลงทุนทั้ง 5 วัตถุประสงค์ ดังนี้

-
บริหารสภาพคล่อง พักเงินรอจังหวะลงทุน: UIDPLUS
-
โอกาสกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก และรับความผันผวนได้ปานกลาง: UGIS-N, UGISFX-N
-
ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และรับความผันผวนได้ปานกลางถึงสูง: UIFT-N (โอกาสสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ), UGFT (สร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน), UOBSA (โอกาสกระจายการลงทุนภูมิภาคเอเชีย สร้างผลตอบแทนที่ดีระยะยาว), UUSTECH (โอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ)
-
จัดพอร์ตลงทุนในระยะกลาง-ยาว ในหุ้นกลุ่มคุณภาพดีและเติบโตสูง: UGDIVP, UGEAR, UGEAR-NN
-
ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยง: UINFRA-N
ปลื้มครองแชมป์ “อันดับ1” กลุ่ม “USD Fund” ในไทย ครองส่วนแบ่งกว่า 50%…ตั้งเป้าปีนี้ AUM ทะยานแตะ 3 หมื่นล้านบาท
อีกกลุ่มธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นในปีนี้ ได้แก่ “กองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ” (USD Fund) ที่โตเพิ่มขึ้น 23% ในขณะที่อุตสาหกรรมโตลดลง -1.6% (ใน USD Term)
โดย “ธเนศ ฟังมงคล” รองประธานเจ้าหน้าที่การตลาด สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี บอกว่า “USD Fund” เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนที่ต้องการพอร์ตสกุลเงินดอลลาร์แยกต่างหากจากพอร์ตที่เป็นเงินบาทเลย ใครที่มีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศกับธนาคารปัจจุบันก็สามารถจะเข้ามาลงทุนใน “USD Fund” ของบริษัทได้ง่ายๆ สะดวก เป็นทางเลือกช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว ครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์และธีมการลงทุน ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุนได้ยืนหยุ่นมากขึ้น ทั้งในด้านการกระจายความเสี่ยง และการบริหารความเสี่ยงด้านสกุลเงิน

(ธเนศ ฟังมงคล)
“บลจ.ยูโอบี ครองแชมป์ ‘อันดับ1’ กลุ่ม ‘USD Fund’ ในไทย ครอบคลุมทุกประเภทสินทรัพย์ ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการพอร์ตที่เป็น USD ได้เป็นอย่างดี บริษัทมีสินทรัพย์สุทธิกองทุนกลุ่มนี้ประมาณ 1.5 – 1.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของทั้งอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าจะโตแตะ 3 หมื่นล้านบาท ในสิ้นปีนี้ อย่างกลุ่มตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ‘USD Fund’ ได้ผลตอบแทน 4 – 5%ผลตอบแทนก็ดีกว่าแถม ‘ไม่เสียภาษี’ อีกด้วย เชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก โดยบริษัทมีแพลนจะเติมเต็มกองทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง”

“One-Stop Retirement Fund” ช่วยวางแผนทั้ง “ก่อน-หลัง” เกษียณ
ทางด้าน “อรพรรณ ตัณฑประศาสน์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี บอกว่า บริษัทได้พัฒนาผลิตภันฑ์เพื่อตอบโจทย์เกษียณภายใต้แนวคิด “One-Stop Retirement Fund” เพื่อให้นักลงทุนสามารถการวางแผนเกษียณคลอบคลุมทั้งช่วง “Pre-Retirement” และ “Post-Retirement” ด้วยกลยุทธ์ปรับพอร์ตอัตโนมัติให้สอดคล้องกับอายุที่เปลี่ยนไป (Target Date) โดยเน้นการเติบโตของเงินลงทุนในช่วงต้นและค่อยๆ ลดความเสี่ยงของพอร์ตลงตามความสามารถในการรับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ตอบโจทย์ทั้งผู้ลงทุนที่ต้องการสะสมเงินออมก่อนเกษียณและการบริหารความมั่งคั่งหลังเกษียณ ให้สามารถมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดและรักษาความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว

(อรพรรณ ตัณฑประศาสน์)
“ด้วยกลยุทธ์ปรับพอร์ตอัตโนมัติ (Target Date) ให้สอดคล้องกับอายุที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการเติบโตของเงินลงทุนในช่วงต้นและค่อยๆ ลดความเสี่ยงของพอร์ตลงตามความสามารถในการรับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ โดย ‘UPRE’ จะมีสัดส่วนหุ้น 65% แล้วค่อยปรับลดสู่ 50% ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยมากกว่า 8% ส่วน ‘UPOST’ มีหุ้น 50% แล้วปรับลดสู่ระดับ 30% ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยมากกว่า 6%”
แม้ภาพตลาดการลงทุนทั่วโลกยังคงผันผวนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “Bond Yield” พุ่ง สงครามตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรง แต่ใน “วิกฤติ...ย่อมมีโอกาสลงทุน” อยู่เสมอ แทนการลงทุนแบบ “กระจุก” การกระจายลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ในสกุลเงินที่แตกต่าง ยังเป็น “หัวใจสำคัญ” ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวอยู่นั่นเอง
