“หุ้นจีน” แนะมีติดพอร์ต 25 – 30%...เหตุพื้นฐานแกร่ง-สตอรี่ดีๆ มีอีกมาก !!!
อีกหนึ่งอีเว้นท์ใหญ่ที่นักลงทุนหลายคนจับตาดูอย่าง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ได้จบลงไปแล้ว แม้ว่าคะแนนเสียงจะสรุปออกมาอย่างไม่เป็นทางการนัก
แต่คะแนนเสียงที่นับออกมานั้น ได้เทไปทาง “โจ ไบเดน” จากพรรคเดโมแครต ทำให้ค่อนข้างมีความหมายต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยเช่นกัน
โดยอาจถือเป็นข่าวดีต่อ “ตลาดหุ้นจีน” ด้วยเช่นกัน หลังจากในช่วง 4 ปีที่ผ่านได้ถูกนโยบายอย่างการกีดกันทางการค้าหรือสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กดดันอย่างต่อเนื่อง
ในวันนี้เอง ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำเสนอจาก ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ถึงมุมมองตลาดหุ้นจีน หลังจากได้สหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาแชร์ให้แก่นักลงทุน
“ไบเดน” มาเทรดวอร์จะยังมีต่อ...แต่แนวทางชัดเจนขึ้นระยะสั้นบวกต่อหุ้นจีน
โดยมุมมองแรกจาก “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ. แอสเซท พลัส จำกัด ได้กล่าวว่า การที่ผลคะแนนมีความชัดเจนไปทาง “โจ ไบเดน” นั้น ประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังคงมีอยู่แต่แนวทางต่างๆ จะมีท่าทีที่ชัดเจนขึ้น แตกต่างจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่คาดเดาได้ยากซึ่งทำให้ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด แต่ในช่วงสั้นจะทำให้ภาพรวมกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและขนส่งระหว่างประเทศ ที่ทิศทางที่ดีขึ้นด้วยเช่น จึงมีมุมมองเป็นเชิงบวกแก่กลุ่มดังกล่าว ในช่วงระยะสั้น แต่อย่างไรก็ดีในช่วงนี้ตลาดอาจจะไม่ได้ตอบรับประเด็นการเลือกตั้งของสหรัฐฯมากนัก เนื่องจากตัววัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ได้มีความคืบหน้าในทิศทางที่ชัดเจนขึ้นจึงทำให้ตลาดคาดหวังในประเด็นดังกล่าวมากกว่า
(คมสัน ผลานุสนธิ)
“โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณได้ว่าหลังจากมีการประกาศการพัฒนาวัคซีนของ ‘Pfizer’ และพาร์ทเนอร์ BioNTech ประกาศความสำเร็จจากการทดลอง เฟส 3 เมื่อคืนวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมานี้ ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับในทิศทางบวก ซึ่งสำหรับตลาดหุ้นจีนเป็นหนึ่งในประเทศดังกล่าว”
“ตลาดหุ้นจีน”...พื้นฐานดี สตอรี่ยังไปต่อได้
แต่อย่างไรก็ดี “ตลาดหุ้นจีน” มีพื้นฐานที่ค่อนข้างดี ด้วยแผนนโยบายพัฒนาประเทศระยะยาวหรือแผนการลงทุน 5 ปีของรัฐบาลจีนเอง ได้ออกนโยบายที่ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การบริโภคในประเทศ และเฮลธ์แคร์เป็นหลัก จึงทำให้ตลาดหุ้นจีนยังดูน่าสนใจและไปต่อได้
นอกจากนี้ ‘ระยะยาว’ เอง จะมีปัจจัยสนับสนุนอย่างการยกเลิกสิทธิพิเศษการลงทุนกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพของจีน ที่เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์นั้น จะทำให้นักลงทุนไม่น้อยหันมาลงทุนให้หุ้นมากขึ้นและนโยบายของรัฐเองยังคงผลักดันการลงทุนในหุ้นอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะช่วยให้ตลาดหุ้นจีนไปต่อได้ในระยะยาว
“ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้เรียกตัวนายแจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง เพื่อสั่งระงับการการจดทะเบียนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ของ ‘แอนท์ กรุ๊ป’ จะช่วยส่งผลให้นักลงทุนไม่น้อยที่เตรียมลงทุนในหุ้นดังกล่าว หันมาลงทุนในหุ้นเดิมของจีน ซึ่งจะส่งผลให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นได้”
แนะนลท.ให้น้ำหนัก 25-30% เหตุพื้นฐานดี-เศรษฐกิจโตได้ต่อเนื่อง และยัง Laggard
คมสัน จึงอยากแนะนำนักลงทุนที่สนใจ ให้น้ำหนักการลงทุนได้ถึง 25-30% ของพอร์ต เนื่องด้วยพื้นฐานที่ค่อนข้างดี แล้วตัวการเติบโตของเศรษฐกิจยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่องแม้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19เองก็ยังเติบโตได้ และตลาดหุ้นจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเองยังค่อนข้าง Laggard
“เทรดวอร์” ยังคงต้องติดตามต่อ...แต่ ‘ไม่น่ากังวล’ นัก
ด้าน “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” Chief Investment Officer บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้ให้มุมมองว่าการมาของ “โจ ไบเดน” ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งสำหรับทิศทางตลาดหุ้นจีนต่อจากนี้ก็คาดว่าจะมีความผันผวนน้อยลง แต่อย่างไรก็ดีประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็อาจจะต้องติดตามต่อ เพียงนักลงทุนไม่ต้องกังวลมากนักเหมือนในช่วง “โดนัลด์ ทรัมป์”
แต่ในปัจจุบันปัจจัยดังกล่าวอาจไม่ได้มีน้ำหนักต่อตลาดมากนัก เนื่องจากล่าสุดได้มีการรายงานความคืบหน้าของวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ซึ่งมีผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกและการซื้อขายของโลก แต่อย่างไรก็ดีประเทศจีนเองก็จะได้รับประโยชน์ทางอ้อมเช่นกัน ด้วยขนาดประเทศที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้มีการต้องการบริโภคค่อนข้างสูง จึงการนำเข้าสินค้าที่สูงด้วยเช่นกัน
(นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)
“ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ประเทศจีนได้มีการประกาศแผนพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปี โดยธีมการเติบโตจะเน้นแบบเติบโตด้วยคุณภาพ จากธรุกิจเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมไปถึงภาคการบริโภคในประเทศ”
“ระยะสั้น” หุ้นจีนอาจจะยังไม่หวือหวา... “ระยะยาว” หุ้นยังเป็นคำตอบที่ใช่
ซึ่งใน ‘ช่วงสั้น’ ตลาดหุ้นจีนอาจจะไปได้ปรับตัวขึ้นได้หวือหวามากนัก ด้วยปัจจัยต่างๆ ไม่จะเป็นการมาของวัคซีน COVID-19 ข้อสรุปการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ที่ได้ “โจ ไบเดน” เป็นประธานาธิบดี จึงมีโอกาสที่เม็ดเงินทั่วโลกจะไหลไปตลาดหุ้นที่ยัง laggard อยู่รวมถึง ‘ตลาดหุ้นเอเชีย’ ที่บางตลาดเองกลุ่มเทคโนโลยีก็น่าสนใจ
โดยภาพการลงทุนใน ‘ระยะยาว’ ก็ยังมองว่าหุ้นเองก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจเนื่องจากนโยบาย QEของแต่ละประเทศยังคงมีท่าทีจะทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มหุ้นที่แนะนำเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับเมกะเทรน นิวอีโคโนมี่ โดยเฉพาะในจีน ที่ยังคงมีหุ้นมูลค่าถูกและหุ้นที่ปรับตัวน้อยกว่าตลาด
“ตลาดหุ้นจีน แม้ว่าการมาของ ‘โจ ไบเดน’ จะช่วยผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้บ้าง แต่ปัจจัยดังกล่าวก็ยังคงต้องติดตามกันต่อ แต่กุญแจสำคัญการผลักดันการเติบโตของตลาดหุ้นจีนจริงๆ แล้วกลับเป็นการบริโภคในประเทศ จึงทำให้ปัจจัยดังกล่าวที่หลายคนกังวลอาจจะไม่ได้น่ากลัวกว่าที่คิด”
