Official Update :

“หุ้นญี่ปุ่น” หลังเลือกตั้งแนวโน้มสดใส...กลับมาสู่ ‘เรดาร์การลงทุน’ อีกครั้ง !!!

เมื่อไม่นานมานี้ “เยอรมัน” ก็เพิ่งทำการเลือกตั้งกันไป คิวต่อมาก็เป็น “ญี่ปุ่น” ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. 21 นี้แล้ว


พร้อมกับภารกิจที่ท้าทายซึ่งรออยู่ข้างหน้าของ “รัฐบาลใหม่” ที่จะเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจที่ตกหล่มมาอย่างยาวนานให้ฟื้นคืนพร้อมกับแก้ไขปัญหา COVID-19 ที่ยังรุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน


แม้สถานการณ์ COVID-19 ในญี่ปุ่นจะดีขึ้นตามลำดับ จำนวนผู้ที่ติดเชื้อรายวันลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่า        1,000 รายแล้ว  อัตราการฉีดวัคซีนเข็ม2 อยู่ที่ 64.52% และการยกเลิกภาวะฉุกเฉินและกึ่งฉุกเฉินทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา


สะท้อนถึงภาพเชิงบวกได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะส่งผลมาถึงเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่างปฏิเสธไม่ได้ พร้อมกับการมาของ “รัฐบาลใหม่” ก็จะเป็นอีกปัจจัยบวกที่สำคัญ


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การเลือกตั้ง” และการลงทุนใน “หุ้นญี่ปุ่น” มาฝากกัน



คาด “พรรค
LDP” มีแนวโน้มครองเสียงข้างมาก-เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมสานต่อ ‘นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ’

โดย “เกษรี อายุตตะกะ” ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุน SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า การเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 ต.ค.นี้ “พรรค LDP (Liberal Democratic Party)ที่นำโดย “ฟุมิโอะ คิชิดะ” นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดยังมีแนวโน้มได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าพรรคฝ่ายค้านในภาพรวม เนื่องจากคะแนนความนิยมของพรรคฝ่ายค้านยังอยู่ในระดับต่ำ และมีความเป็นไปได้สูงที่พรรค LDP จะสามารถได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสภาล่างและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้สามารถสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้



(เกษรี อายุตตะกะ)



“คาดว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบประมาณใช้จ่ายส่วนเพิ่ม สำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน (สิ้นสุดเดือนมี..2022) และอนุมัติงบใช้จ่ายสำหรับปีงบประมาณถัดไปภายในเดือน ธ.ค.นี้ โดยขนาดของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่ ฟุมิโอะ คิชิดะ เคยอ้างถึงในช่วงก่อนหน้านี้ จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านล้านเยน (คิดเป็น 5.5% ของ GDP) และมีแนวนโยบายที่เน้นเรียกร้องให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งและรณรงค์การลดช่องว่างของรายได้ เน้นฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการระบาด เน้นประเด็นความมั่นคงกับเกาหลีเหนือและจีน รวมทั้ง เน้นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับชาติตะวันตก”



“รัฐบาลญี่ปุ่น” จะยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบปรับขึ้นอัตราภาษี

สำหรับแผนการปรับขึ้น “ภาษีกำไรส่วนต่างจากการลงทุน (capital gain tax)” บนรายได้ทางการเงิน จากปัจจุบันที่ระดับ 20% ที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนนั้น หากมีผลบังคับใช้กับทุกคน โดยไม่ได้คำนึงถึง “ฐานรายได้ทางการเงิน” อาจทำให้ “หักล้างนโยบาย” ของทางการญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ ที่พยายามให้ประชาชนญี่ปุ่นลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นแทนที่จะออมเงินอยู่ในเงินสดและเงินฝากเป็นหลัก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ประชาชนมีอายุยาวนานขึ้น และอาจมีความมั่งคั่งไม่เพียงพอ


ปัจจุบัน สัดส่วนการลงทุนหุ้นต่อสินทรัพย์ทางการเงินของภาคครัวเรือนญี่ปุ่นอยู่ที่ 10% ต่ำกว่าของสหรัฐซึ่งอยู่ที่ 38% ในขณะที่สัดส่วนการเงินสดและเงินฝากต่อสินทรัพย์ทางการเงินของภาคครัวเรือนญี่ปุ่น อยู่ที่ 54% สูงกว่าของสหรัฐซึ่งอยู่ที่ 13%





“เรามองว่า รัฐบาลญี่ปุ่น จะยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบปรับขึ้นอัตราภาษี เพื่อทำตามแผนการกระจายรายได้ในระยะสั้น เนื่องจากปัญหาช่องว่างรายได้และความมั่งคั่งโดยรวมของญี่ปุ่นยังไม่น่ากังวล”


นอกจากนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังไม่อยู่ในระดับที่จะสามารถกระจายรายได้ภายในประเทศได้ ทำให้ทางการญี่ปุ่นจำเป็นที่จะต้องเน้นนโยบายที่จะช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก (pro-growth stance) ก่อนที่จะใช้นโยบายกระจายรายได้ ผ่านการปรับขึ้นภาษี โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา real GDP ของญี่ปุ่นขยายตัวได้เพียง 18% ต่ำกว่าของสหรัฐที่ขยายตัวถึง 50%



ชี้หลังเลือกตั้ง “หุ้นญี่ปุ่น” มักปรับตัวได้ดี...หุ้น
‘Digitalization’ & ‘Infrastructure’ เป็น 2 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก 

“ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ในภาพรวมยังมีความน่าสนใจลงทุนโดยเน้นกลยุทธ์trading buy” จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของญี่ปุ่น ที่มีแนวโน้มสะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น ตามที่พรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาลยังมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งสภาล่าง จะส่งผลให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง และช่วยหนุนเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นญี่ปุ่น


“หากอิงจากสถิติในอดีตในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่น สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ดี โดยเฉพาะในช่วงหลังวันเลือกตั้งทั่วไป นอกจากนี้จะพบว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ตลาดยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยค่อนข้างดี อยู่ระหว่าง 6-15% อีกทั้งในปัจจุบัน ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากระดับ Valuation ของตลาดที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ (ดัชนี TOPIX และ Nikkei 225 เทรด PE อยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี) ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนญี่ปุ่นในไตรมาสล่าสุดยังมีแนวโน้มออกดีกว่าที่คาด และ EPS growth ของตลาดทั้งในปีนี้และปีหน้ามีแนวโน้มทยอยถูกปรับเพิ่มขึ้นต่อ”





นอกจากนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้อานิสงค์ต่อเนื่องจากเงินเยนที่มี “แนวโน้มอ่อนค่า” เมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ การทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ และวัฏจักรการลงทุนโลก (global capex cycle) ที่เริ่มฟื้นตัว โดยประเมินผลกระทบที่เป็นไปได้จากแนวนโยบายของ “ฟุมิโอะ คิชิดะ” ต่อหุ้นญี่ปุ่นในรายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่


-“หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับ digitalization” มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากข้อเสนอที่จะสร้าง ‘digital garden city’ ในภูมิภาคต่างๆ


-“หุ้นกลุ่มในธีม infrastructure” มีแนวโน้มได้แรงหนุนจากแผนการลงทุน 15 ล้านล้านเยน ตลอดช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อใช้ในการเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ


“สำหรับนโยบายด้านการกระจายรายได้ ซึ่งค่อนข้างเป็นนโยบายระยะยาวมากกว่า อาจช่วยหนุนการบริโภคในประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มค้าปลีก


อีกไม่นานเกินรอ คงทราบว่าสุดท้าย “รัฐบาลใหม่” ของญี่ปุ่นจะเป็นขั้วเดิมหรือไม่? แต่ท้ายที่นสุดไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็คงมีภากิจหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจและจัดการปัญหา COVID-19 ที่ยังรุมเร้าอยู่นั่นเอง ใครที่ยังไม่มี “หุ้นญี่ปุ่น” ติดพอร์ตและกำลังมองหาโอกาสกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ นี่คืออีกตลาดที่น่าสนใจลงทุนตลาดหนึ่งของโลกเช่นเดียวกัน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’