ลุยหุ้นจีน “H-Share” ผ่าน “Index Fund”…ทางเลือกที่ง่ายกว่า !!!

“ตลาดหุ้นจีน” ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่ได้มีการเพิ่มหรือจำแนกตลาดหุ้นออกมาเป็นหลากหลายประเภท ตามวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุนที่มีความสนใจต่ออุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงหรือตามขนาดของบริษัท


ทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นจีนนอกจากตลาด A-Share” ที่เป็นหุ้นจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ยังมีตลาด H-Share" ซึ่งเป็นดัชนีของบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่ที่จดทะเบียนใน ‘ฮ่องกง นั่นเอง


ซึ่งมีอยู่หลากหลายอุตสาหกรรมรวมถึงหุ้นใน “กลุ่มเทคโนโลยี” ของยักษ์ใหญ่กว่า 30 บริษัทในตลาดหุ้นฮ่องกงซึ่งทำให้นักลงทุนมีโอกาสที่จะเข้าลงทุนในบริษัทอย่าง Tencent, Alibaba, JD.com ได้ไม่ยากแต่ในกลุ่มดัชนีก็อาจมีหุ้นที่อาจสร้างผลตอบแทนได้ดีให้แก่พอร์ตการลงทุนไม่แพ้หุ้นบริษัทขนาดใหญ่


เพื่อโอกาสนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอโอกาสในการนำเสนอข้อมูลกองทุนรวมอย่าง “กองทุนดัชนี” ที่สามารถทำให้เราลงทุนแบบเหมาเข่งได้มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



ลุยหุ้นจีน “
H-Share” และ “HSI”…ผ่าน “กองทุนดัชนี” ทางเลือกที่ง่ายกว่า-สะดวกกว่า

ในฮ่องกงก็จะมีทั้ง Hang Seng Index (HSI)” ของฮ่องกงเอง และ Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI)” ซึ่งเป็นหุ้นจีนในฮ่องกงหรือ H-Share” นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 1 พ.ย. 21) ปรับตัวลดลง -8.58% และ -17.01% ตามลำดับ


เนื่องจากตลาด H-Share’ ต้องใช้มาตรฐานการบัญชีของฮ่องกงที่มีความเป็นสากล จึงทำให้บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดนี้มีความน่าเชื่อถือและได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ”


ซึ่งการเข้าไปลงทุนในดัชนีทั้ง 2 ผ่านกลุ่ม “กองทุนดัชนี” ที่มีกลยุทธ์การบริหารแบบ Passive Fund ถือเป็นวิธีการเข้าไปลงทุนที่ง่ายและสะดวก มีค่าใช้จ่ายที่ถูกว่ากองที่เป็น Active Fund ด้วย


“โดยจุดเด่นของ กองทุนรวมดัชนี ที่นอกจากจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถให้จำนวนหุ้นที่มีความหลากหลายทั้งด้านอุตสาหกรรมและจำนวนหุ้นในดัชนีจำนวนหนึ่งแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนต่างๆ ลงไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์, ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายรวม เป็นต้น ซึ่งเมื่อเรามีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงก็จะช่วยให้ ‘ผลตอบแทนสุทธิ (Net Return)’ มาถึงมือผู้ลงทุนมากขึ้นซึ่งดีต่อการลงทุนในระยะยาว


“จึงทางเลือกการลงทุนที่ดี สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะปิดความเสี่ยงด้วยการกระจายลงทุนในหุ้นหลากหลายจำนวนพร้อมทั้งโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น”


สำหรับตลาด H-Share” ที่นักลงทุนสามารถเข้าไปจับจองการลงทุนได้นั้นสามารถทำได้ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในไทยที่ได้เปิด “กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)” ให้ลงทุนกัน ซึ่งมี 5 บลจ.ไทย ประกอบไปด้วย บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.กรุงศรี, บลจ.แอสเซทพลัส, บลจ.วรรณ และบลจ.ทิสโก้ ที่มีลงทุนในกองทุนหลักเป็นกอง ETF ในต่างประเทศ


“ซึ่งกองทุนที่ถูกเลือกเป็นกองทุนหลักจาก 5 บลจ.นั้น จะมีตั้งแต่ ‘HANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETF’, ‘Hang Seng Index ETF’ และ ‘Hang Seng H-Share Index ETF’ โดยแต่ละกองทุนของบลจ.บางกองก็อาจจะมีนโยบายการลงทุนในกองทุนหลักเดียวกัน”





รู้จักกับ “กองหุ้นจีน” ที่ลุยตลาด “
H-Share” และ “HSI”

ยกตัวอย่าง ‘บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่ใช้ชื่อกองทุนว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน (SCBCE)” และ บลจ.กรุงศรี ที่ใช้ชื่อกองว่า “กองทุนเปิด กรุงศรีไชน่าอิควิตี้ (KF-CHINA)” โดยมีกองทุนหลักเป็นHANG SENG CHINA ENTERPRISES INDEX ETFที่ได้จัดตั้งและจัดการโดย ‘Hang Seng Investment Management Limited’


หรือจะเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลักเหมือนกันก็คือ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า H-Shares อิควิตี้ (TISCOCH)” จาก ‘บลจ.ทิสโก้ และ “กองทุนเปิด วรรณ ไชน่า ออโต้ รีเด็มชั่น ฟันด์ (ONE-CHINA)” จาก บลจ.วรรณ ที่ได้ใช้กองทุนหลักเป็น Hang Seng H-Share Index ETF” ที่บริหารและจัดการโดย ‘Hang Seng Investment Management Limited’ เช่นเดียวกัน


กองทุนสุดท้าย Hang Seng Index ETF” ที่ถูกบริหารและจัดการโดย ‘Hang Seng Investment Management Limited’ อีกหนึ่งกอง โดย “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HSI)” จาก บลจ.แอสเซทพลัส เป็นเพียงกองทุนเดียวที่ใช้กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนหลัก


อย่างไรก็ดีแม้ว่ากองทุนต่างๆ จะมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันออกไปตามกองทุนหลัก แต่กองทุนหลักทั้ง 3 กองจะดำเนินภายใต้กลยุทธ์เดียวกันหรือ สร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (H-Share Index)” ให้มากที่สุด ส่วนกองทุนที่ลงทุนในดัชนี Hang Seng Index” ก็จะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุดเช่นเดียวกัน


ผลการดำเนินงานของกองทุนดัชนีอาจจะดูไม่หวือหวามากนัก โดยได้รับผลกระทบในเชิงลบจากนโยบายคุมเข้มของรัฐบาลจีนที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนใน หุ้นจีนในภาพรวมอาจไม่สดใสเท่าไรนัก แต่ด้วยกลยุทธ์แบบ Passive ที่ต้องรักษาผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงกับดัชนี จึงทำให้การปรับกลยุทธ์ในการเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไปในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป และในช่วงที่ ตลาดขาขึ้นก็จะปรับขึ้นได้ตามตลาดเช่นเดียวกัน คงต้องยอมรับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักสำหรับการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณเอง

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 23 hours ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 19 hours ago
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
Updated 1 day ago
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
Updated 1 day ago
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
Updated 1 day ago
Follow Us