เพิ่มพลังเติบโตให้ ‘เงินออมเพื่อเกษียณ’ ด้วย...“กอง RMF-หุ้นไทย” !!!
แน่นอนว่าการลงทุนในตลาดเงินหรือตลาดทุนนั้น ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ก็ได้มีเป้าหมายที่จะต้องสร้างผลตอบแทนหรือบ้างก็เป็นทางเลือกสำหรับการออมเงิน
ซึ่งก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์หรือ “กองทุนรวม” ที่ถูกคัดเลือกก็จะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละสไตล์ของตัวบุคคลไปจนถึงระดับความเสี่ยงที่พอรับมือได้
แต่ถ้าหากพูดถึงการออมก็จะมีกองทุนรวมบางประเภทหรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” ที่ถูกจัดตั้งมาพิเศษเพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะยาวไว้ใช้ยามเกษียณ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากทางการเรื่อง “สิทธิประโยชน์ทางภาษี”
โดยเพื่อให้เห็นภาพการลงทุนในระยะยาว วันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงาน “กองทุน RMF-หุ้นไทย” เฉลี่ย 10 ปี สูงสุด 5 อันดับแรกในอุตสาหกรรมมาแชร์ให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้
Top5 “กอง RMF-หุ้นไทย” โชว์ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีสุดสวย 7.42 – 9.09% ต่อปี
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” นั้น ไม่ได้แค่นโยบายลงทุนใน ‘กองหุ้นไทย’ เพียงอย่างเดียว แต่จะมีทั้งกองทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนตราสารหนี้ ไปจนถึงกองทุนผสม ที่ให้นักลงทุนสามารถเข้าลงทุนได้
“เหตุผลสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับนักลงทุนนั่นเอง เพราะการออมเพื่อเกษียณมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนาน สถานการณ์การลงทุนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ‘กอง RMF’ จึงมีหลากหลายนโยบายให้เลือกลงทุน ให้สามารถจัดพอร์ต ปรับเปลี่ยนไปมาระหว่างกันได้ โดยไม่ผิดเงื่อนไขการลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษีแต่ประการใด”
สำหรับ ‘กองทุน RMF’ ในกลุ่มของสินทรัพย์เสี่ยงที่มีให้นักลงทุนได้เลือกสรรหรือเกิดขึ้นมาในยุคเริ่มต้นเป็นระยะเวลานานที่สุดก็คือ “กอง RMF-หุ้นไทย” และในด้านผลการดำเนินงานเองก็ทำได้โดดเด่นไม่แพ้กองทุนประเภทอื่นๆ
โดยกองทุนที่มีผลการดำเนินสูงที่สุดในกลุ่มเฉลี่ย 10 ปี เป็น “กองทุนเปิดเคเคพี หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KKP EQRMF)” จาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เกียรตินาคินภัทร จำกัด’ ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 2 พ.ย. 64) ได้ 9.09% ต่อปี
“กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนและอยู่ระหว่างเข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตสูงและมีความมั่นคงในด้านฐานะการเงิน”
ซึ่งหุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุนให้น้ำหนักการลงทุนก็จะประกอบไปด้วย ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ตามลำดับ

ถัดมาเป็น “กองทุนเปิดทิสโก้หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ชนิดหน่วยลงทุน A (TEGRMF-A)” จาก ‘บลจ.ทิสโก้’ ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ได้ 8.61% ต่อปี
“ที่ตัวนโยบายนอกจากจะลงทุนในหุ้น ยังครอบคลุมไปถึงพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงินตั๋วแลกเงิน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารแห่งหนี้อื่นๆ และเงินฝาก ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง”
แม้ว่านโยบายจะดูเหมือนมีการลงทุนที่กระจัดกระจายแต่ 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุดก็ยังคงเป็นหุ้น ประกอบไปด้วย บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท กัลฟ์เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG และบริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ตามลำดับ
อันดับต่อมาจาก ‘บลจ.บัวหลวง’ ที่ได้ส่ง “กองทุนเปิดบัวหลวงตราสารทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (BERMF)” เป็นตัวเลือกให้แก่ผู้ลงทุน สามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ได้ 8.18% ต่อปี
“ซึ่งนโยบายการลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้เงินฝาก หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่น แต่จะไม่ลงทุนใน Derivativesและ Structured Note”
โดยกองทุนได้คัดเลือก 5 หุ้นที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด ประกอบไปด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ตามลำดับ
มาถึงอันดับที่ 4 เป็น “กองทุนเปิด หุ้นคุณค่า เพื่อการเลี้ยงชีพ หน่วยลงทุนชนิดทั่วไป (V-RMF-A)” จาก ‘บลจ.วรรณ’ ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ได้ 7.66% ต่อปี
“กองทุนมีนโยบายจะลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่า ปัจจัยพื้นฐานดี และมีราคาที่เหมาะสม ซึ่งบางครั้งอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยง (Hedging) หรือเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)”
ซึ่งในส่วนของการลงทุน 5 หุ้นอันดับแรกที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด ประกอบไปด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ตามลำดับ
สุดท้ายเป็นกองทุนจาก ‘บลจ.กสิกรไทย’ หรือภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ(KEQRMF)” ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ได้ 7.42% ต่อปี
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยและลงทุนในหุ้นต่างประเทศไม่เกิน 25% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งในบางครั้งอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)”
สำหรับหุ้น 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุดนั้น ประกอบไปด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ตามลำดับ
“ทั้ง 5 ‘กอง RMF-หุ้นไทย’ ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดในกลุ่มสามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ได้ 7.42 – 9.09% ต่อปี ซึ่งสามารถทำให้เงินออมเพื่อเกษียณของคุณงอกเงยได้เป็นอย่างดี แต่นี่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เรายกหยิบขึ้นให้นำเสนอให้แก่ผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจ ซึ่งในอุตสาหกรรมก็ยังคงมีให้เลือกสรรอีกมากมายและบางกองทุนเองก็อาจจะขึ้นมาโดดเด่นได้ไม่แพ้กัน ขึ้นอยู่ภาวะของตลาดและกลยุทธ์ของผู้จัดการกองทุนนั้นๆ ด้วยเช่นกัน”
