ชู “สหรัฐ-ยุโรป-เวียดนาม”...3 ตลาดหุ้นพื้นฐานแกร่ง-แนวโน้มยังโตดีถึงปีหน้า !!!
โลกของการลงทุนมีพลวัตรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่ง เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียมในท่ามกลาง COVID-19 ที่ยังปกคลุมอยู่ในปัจจุบัน
จากปีนี้มองไปใน “ปีขาล-2022” ที่กำลังจะก้าวเข้ามาเยือนในอีกไม่นานนี้ นักลงทุนเองก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในปีหน้าด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่า...ภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้น “หุ้น” ยังเป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่นและน่าสนใจลงทุนอย่างต่อเนื่องอยู่นั่นเอง แต่ก็คงต้อง ‘เลือกตลาด’ และ ‘กลุ่มอุตสาหกรรม’ ที่จะลงทุนด้วยเช่นกัน
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจในปีหน้าจาก “บลจ.พรินซิเพิล” มาอัพเดทกัน
“หุ้นสหรัฐ-ยุโรป-เวียดนาม” เป็น 3 ตลาดที่พื้นฐานแข็งแกร่งแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องในปีหน้า
โดย “ศุภกร ตุลยธัญ” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล มองการลงทุนในปี2022 ว่า “หุ้น” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ โดยหุ้นที่ชอบได้แก่ ‘หุ้นสหรัฐ’, ‘หุ้นยุโรป’ และ ‘หุ้นเวียดนาม’ ในส่วนของสหรัฐเองการที่ธนาคารกลางสหรัฐทำ QE Tapering นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเพราะเขาจะทำก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง หากย้อนดูการทำ QE Tapering ช่วงปี2013-2014 นั้น หุ้นสหรัฐจะมีการปรับฐาน 5-8% หลังจากนั้นก็จะปรับตัวขึ้นเป็นบวกได้ทุกครั้ง ล่าสุดไตรมาสที่3/21 บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐยอดขายและกำไรประกาศออกมาดี ไม่เพียงเท่านี้ระดับเงินออมของสหรัฐก็กลับมาสูงขึ้นกว่าช่วงก่อน COVID-19 ไปแล้ว ซึ่งสามารถจะนำมาใช้จับจ่ายใช้สอยในสหรัฐได้อีกมาก อัตราการว่างงานก็ลดลง ในปี22 เศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แนะนำให้เข้าซื้อ ‘หุ้นสหรัฐ’ ช่วงตลาดปรับฐาน

(ศุภกร ตุลยธัญ)
“ยุโรปเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวตามดีตามสหรัฐระหว่างไตรมาสที่2/21 เศรษฐกิจโตกว่า 14% และจุดเด่นของตลาดหุ้นยุโรปคือมูลค่าที่ถูกมี P/E 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่3/21 ยอดขายและกำไรออกมาเติบโตดี ‘หุ้นยุโรป’ เป็นตลาดที่สามารถลงทุนระยะยาวได้แนะนำให้เข้าซื้อเมื่อตลาดปรับฐาน”
“หุ้นเวียดนาม” เป็นตลาดที่มีความน่าสนใจมากเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีการเติบโตที่สูงมาก โดยคาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจจะโต 6.84% สูงที่สุดในกลุ่มอาเซียนและสูงกว่า ‘จีน’ และ ‘อินเดีย’ ที่คาดว่าจะโต 5.25% และ 6.72% ตามลำดับ อีกด้วย กำไรบจ.โตเฉลี่ย 14-15% ต่อปี เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจแนะนำให้แบ่งเงินลงทุนในพอร์ตได้ 10-20%
“หุ้นจีน-หุ้นไทย”...มองเป็น ‘ตลาด Trading’
ในส่วนของ “ตลาดหุ้นจีน” เอง มองเป็น ‘ตลาด Trading’ ได้ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมาค่อนข้างมากจากการเข้ามาจัดระเบียบของภาครัฐ หากวัดจากจุดสูงสุดลงมาตลาด A-Share -18%, H-Share -31% และ HSTECH -46% ถือว่าปรับตัวลงมาค่อนข้างเยอะน่าจะรับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้ว ไม่ว่าจะการคุมเข้มของรัฐบาลจีน การผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ปัญหาการขาดแคลนพลังงาน เป็นต้น แต่เราพบว่าตลาด ‘High Yield ของจีน’ นั้นน่าจะเจอ ‘จุดต่ำสุด’ ไปแล้วหลังจากปรับตัวมาแรงมองไปข้างหน้าสถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น
“แนะนำเป็นตลาด Trading ยังไม่ต้องรีบสำหรับนักลงทุนระยะยาว ในช่วงปี22-23 มีโอกาสที่เศรษฐกิจจีนจะเจอ Downgrade ลงได้ 0.5-1.0% ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดหุ้นจีนด้วยเช่นกัน ดังนั้นสำหรับนักลงทุนระยะยาวรอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนค่อยเข้าลงทุนก็ยังไม่สาย”

เช่นเดียวกับ “หุ้นไทย” ก็มองเป็นตลาด Trading ปัจจุบันอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่ 50-60% ที่ระดับดัชนี 1,700 จุด คงไม่ได้ไปได้ในเร็วๆ นี้ ถ้าท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเร็ว ให้น้ำหนัก Neutral เป็นตลาด Trading
“Financial, Consumers, Healthcare, REIT”...4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มโตดีปีนี้และปีหน้า
หากดูกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในช่วงปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า เรามีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม Financial, Consumers, Healthcare และ REIT ในส่วนของพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ในปีหน้าได้เห็น 2% แน่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่ม Financial และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวคนกลับเข้าทำงานก็จะมีการใช้จ่ายเพื่อบริโภคมากขึ้นเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่ม Consumers ด้านกลุ่ม Healthcare เอง กำไรของบริษัทในสหรัฐโตกว่า 13% เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มนี้ทั่วโลกด้วยเช่นกัน
ในส่วนของ REIT เราชอบทั้ง REIT ในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะ REIT ไทยที่ปรับตัวลงมามากปีหน้าน่าจะเห็นการฟื้นตัวกลับมาได้ดีหลังจากเปิดประเทศแล้ว และภาพรวมของ REIT มองว่าอยู่ในช่วงฟื้นตัวเท่านั้น ซึ่งเฉลี่ยจะกินเวลาประมาณ 60 เดือน ตอนนี้เพิ่งฟื้นมาได้เพียง 20 เดือนเท่านั้น เราน่าจะมองเห็นการเติบโตที่โดดเด่นจากกลุ่มนี้
“จากนโยบายการทำ QE Tapering ก็จะตามมาด้วยการขึ้นดอกเบี้ย และการกลับมาของเงินเฟ้อ ‘ทอง’ ยังไม่ปลอดภัยในปีนี้ปละปีหน้า เราลดน้ำหนักการลงทุนในพอร์ตลง”
ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองการลงทุนปีนี้ต่อเนื่องถึง “ปีขาล-2022” เป็นเสมือนลายแทงการลงทุนที่จะช่วยไกด์ใน “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” ให้ตอบโจทย์บริบทของโลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนไป หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
