“กองหุ้นไทย” ยิ่งเสี่ยง...ผลตอบแทนยิ่งสูง !!!

ถ้าพูดถึง ‘ค่าเบต้า (Beta)’ ในกองทุนรวมที่นักลงทุนน่าจะคุ้นเคยที่สุดน่าจะเป็นกลุ่ม ‘กองทุนดัชนี’ ซึ่งมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับตลาด หรือเอาแค่ ‘Beta’ เท่านั้นพอ

‘Beta’ คือ ค่าสัมประสิทธ์ที่เปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางใด เป็นการวัดความเสี่ยงของหุ้นเทียบกับตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง

มีบางกองทุนที่ออกแบบมาสะท้อนถึงแนวคิดนี้เลยก็มี เช่น ‘กอง Low Beta’ หรือ ‘กอง Smart Beta’ เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วหากนักลงทุนสามารถทราบค่า ‘Beta’ ของพอร์ตกองหุ้น จะช่วยให้สามารถเลือกกองหุ้นเพื่อลงทุนเพื่อตอบโจทย์ในทุกสภาวะตลาดได้ดียิ่งขึ้นด้วย

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

“ช่วงตลาดไม่ดี”...เลือก ‘กองหุ้น’ ที่มีค่า ‘Beta ต่ำกว่า 1’ ช่วยได้

อย่างที่เกริ่นมาเบื้องต้นว่า Beta” คือ ค่าสัมประสิทธ์ที่เปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางใด เป็นการวัดความเสี่ยงของหุ้นเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่ 4 รูปแบบ ได้แก่

Beta > 1 : ราคาหุ้นจะ ‘ขึ้น’ หรือ ‘ลง’ ไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในขนาดที่มากกว่า

Beta = 1 : ราคาหุ้นจะ ‘ขึ้น’ หรือ ‘ลง’ เท่ากันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์

Beta < 1 : ราคาหุ้นจะ ‘ขึ้น’ หรือ ‘ลง’ ไปในทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แต่ในขนาดที่น้อยกว่า

Beta ‘ติดลบ’ : ราคาหุ้น ‘ขึ้น’ หรือ ‘ลง’ ตรงกันข้ามกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์

“ตัวอย่างกอง Low Beta สมมติมีค่า Beta = 0.80 แสดงว่ากองทุนนี้มี ‘ความผันผวนต่ำกว่าตลาด’ สะท้อนว่าผลการดำเนินงานกองทุนมีการเคลื่อนไหวอย่างไรเมื่อเทียบกับดัชนีอ้างอิง ในกรณีนี้ถ้าตลาดขึ้น 100% กองทุนจะสร้างผลตอบแทนได้น้อยกว่าดัชนี 20% ช่วงตลาดขาขึ้น แต่จะดีกว่า 20% ในช่วงตลาดขาลง หรือหากไปเลือกกองทุนที่มีค่า Beta ที่ 1.15 แสดงว่ากองทุนอาจสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีอ้างอิง 15% ในช่วงตลาดขาขึ้น แต่จะแย่กว่าดัชนีอ้างอิง 15% ในช่วงตลาดปรับตัวลงนั่นเอง”

ดังนั้นหากนักลงทุนสามารถรู้ว่า ‘กองหุ้น’ นั้นๆ มีค่า ‘Beta’ ของพอร์ตเป็นเท่าไร ก็จะสามารถเลือกจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนี้


-เศรษฐกิจดี+ภาวะตลาดเป็นบวก
ควรเลือกหุ้นที่มี ‘Beta สูง’ เพราะตลาดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หุ้นจะปรับตัวขึ้นสูงกว่า

-เศรษฐกิจไม่ดี+ภาวะตลาดเป็นลบ ควรเลือกหุ้นที่มี ‘Beta ต่ำ’ เพราะตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลดลง หุ้นจะปรับตัวลงต่ำกว่า

“ปัญหาคือ จะทราบค่า ‘Beta’ ของกองหุ้นนั้นได้อย่างไร แนะนำให้สอบถามจากทางบลจ.ได้โดยตรงครับ เพราะข้อมูลนี้ไม่ได้มีเปิดเผยในหนังสือชี้ชวนแต่ประการใด หรือถ้านักลงทุนท่านใดลงทุนในหุ้นอยู่ อาจดูหุ้นในพอร์ตกองหุ้นนั้นแล้วนำหุ้นไปสอบถามค่า ‘Beta’ จากโบรกเกอร์ดูก็ได้ ตรงนี้ก็พอจะทำให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าหุ้นในพอร์ตนั้นเป็นหุ้นที่มีค่า ‘Beta’ เป็นเช่นไรได้เช่นกัน (แม้จะไม่ 100% ก็ตาม)”

“กองหุ้นไทย”...ยิ่งเสี่ยง-ผลตอบแทนยิ่งสูง

ด้าน “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า ในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้นักลงทุนอาจต้องการกองทุนที่จะสามารถฟื้นตัวได้หลังจากที่ผ่านช่วงเดือนมีนาคมที่ดัชนีอยู่ในระดับต่ำ จากการวิเคราะห์ของมอร์นิ่งสตาร์โดยใช้กลุ่ม ‘Equity Large-Cap’ เป็นตัวอย่าง พบว่ากองทุนที่ฟื้นตัวตามตลาดได้ดีจะมีลักษณะที่คล้ายกันคือมี ‘Morningstar Risk Rating’ อยู่ใน ‘ระดับสูง (High)’ ซึ่ง Morningstar Risk นี้เป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณเรทติ้งดาวที่นักลงทุนคุ้นเคย โดยเป็นการบอกถึงความเสี่ยงเชิงลบของกองทุนว่ามากน้อยเพียงใด

Up Capture Return” เป็นค่าที่บอกว่ากองทุนมีการปรับตัวขึ้นได้มากน้อยเพียงใดในช่วงตลาดฟื้นตัว ซึ่งถ้าเรานำมาเทียบกับดัชนีอ้างอิงแล้วก็จะได้ออกมาเป็นUp Capture Ratio” โดยในช่วงเดือนก.พ. – ส.ค. 20 พบว่ากองทุนที่มี Morningstar Risk Rating ในระดับสูง (High) มีแนวโน้มที่จะสร้างผลตอบแทนสูงกว่า และมีค่า Up Capture Ratio ในระดับสูงเช่นกัน

ในทางกลับกันกองทุนที่มี Morningstar Risk Rating ในระดับต่ำ (Low) มีแนวโน้มที่จะมีค่า Up Capture Ratio ที่ต่ำกว่ากองทุนอื่นที่ลงทุนลักษณะเดียวกัน

“หรือพูดง่าย ๆ ก็คือกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง มีแนวโน้มที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านั่นเอง (ค่า Up Capture Ratio นี้เป็นการเปรียบเทียบผลตอบแทนกองทุนกับดัชนีอ้างอิงในช่วงตลาดฟื้นตัว ยกตัวอย่างเช่น หากกองทุนหุ้นไทยมีค่า Upside Capture Ratio ที่ 110 หมายความว่า กองทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนที่ 110% ของดัชนี SET TR)”

ในทางกลับกัน Down capture” เป็นค่าที่บอกว่ากองทุนมี downside มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับ index ในช่วงที่มีการปรับตัวลง ซึ่งผลที่ได้นั้นแสดงไปในลักษณะเดียวกันคือ กองทุนที่มีความเสี่ยงสูงมีแนวโน้มที่จะมี Down Capture Ratio” สูงกว่ากองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า หากกองทุนสามารถปรับตัวขึ้นได้ดีตามตลาด ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้มากกว่าในช่วงตลาดขาลง ซึ่งเป็นไปตามระดับความเสี่ยงที่มากกว่านั่นเอง

“เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น จากข้อมูลแสดงการเปรียบเทียบผลตอบแทนแบ่งตามระดับความเสี่ยง โดยกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงจะมี ‘Up Capture Ratio’ ในช่วงตลาดปรับขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 105.4 ในขณะที่กองทุนความเสี่ยงต่ำอยู่ที่ 64.6 หากเป็นช่วงตลาดปรับตัวลง กองทุนเสี่ยงสูงจะมี ‘Average Down Capture Ratio’ ที่ 98.5 หรือติดลบใกล้เคียงกับตลาด ในขณะที่กลุ่มกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ (Low) มีค่าอยู่ที่ 79.07 หรือหมายความว่าติดลบน้อยกว่านั่นเอง”

ตามแนวคิดของ “Morningstar” นี้ สะท้อนว่ากองทุนที่มีผลตอบแทนสูง อาจเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนอื่นเช่นกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่มากกว่าในช่วงตลาดไม่สดใสได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกจึงควรมองให้ครบทุกมิติ ทั้งนี้หากสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดของค่า ‘Beta’ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็จะทำให้นักลงทุนสามารถเลือก ‘กองหุ้น’ เพื่อลงทุนได้เหมาะสมกับสถานการณ์หรือประยุต์ใช้ในการจัดพอร์ตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย