ถ้ามีระบาด ‘ระลอก4’ มั่นใจดัชนี 1,550 จุด รับอยู่...พร้อมชู “3 Themes” น่าสนใจรับศก.ฟื้น !!!
เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีฉลู2021 กันแล้ว “หุ้นไทย” ในปีนี้ก็ถือว่าผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยเฉพาะ ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ ที่มาแรงแซง ‘หุ้นขนาดใหญ่’ ไปมากพอสมควร
สถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมช่วงท้ายปีมองต่อเนื่องไปยัง ‘ปีขาล-2022’ ก็มีโมเมนตัมที่ดีขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับสถานการณ์ของ COVID-19 จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้ป่วยหนักลดลง การฉีดวัคซีนเป็นไปตามแผน แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องเร่งฉีดเข้ม2 เพื่อสร้าง “Herd Immunity” ให้เร็วที่สุด
การ “เปิดประเทศ” คลายล็อกดาวน์ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาอีกครั้ง โดยยังได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอีกด้วย
ทาง “บลจ.กสิกรไทย” มองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปีหน้าไว้ 1,850 จุด ถือว่าตลาดยังมีอัพไซด์น่าสนใจ
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ตลาดหุ้นไทย” จาก “บลจ.กสิกรไทย” มาฝากกัน

โอกาสเกิดการ “ระบาดระลอก4” มี…แต่เชื่อดัชนี 1,550 จุด รับอยู่
การกลับมาระบาดของ COVID-19 ใน “ยุโรป” อีกครั้งจนหลายประเทศต้องล็อกดาวน์กันอีกรอบ ทำให้นักลงทุนเองเกิดความกังวลว่าอาจจะกลับมาเกิดในไทยได้เช่นกัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ธิดาศิริ ศรีสมิต” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 รอบใหม่ในประเทศไทยมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหากเทียบกับประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในระดับสูงซึ่งกลับมาแพร่ระบาดรอบใหม่อีกครั้ง ทำให้ไทยที่มีอัตราการฉีดวัคซีนน้อยกว่าย่อมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่เชื่อว่า “หุ้นไทย” น่าจะสามารถยืนอยู่ได้ที่แนวรับระดับ 1,550 จุด เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่างไปจากเดิมตามจำนวนของผู้ฉีดวัคซีนที่สูงขึ้น ปัจจุบันประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและน่าจะครบ 100 ล้านโดสในเดือนพ.ย.นี้ และครบ 120 ล้านโดสในปีนี้
.jpg)
(ธิดาศิริ ศรีสมิต)
“เยอรมันมีอัตราการฉีดเข็มแรก 70% ไทย 65% ซึ่งถ้าเยอรมันกลับมาระบาดไทยก็มีโอกาสเหมือนกัน แต่รอบนี้คงต่างออกไปและไม่น่าจะเห็นนโยบายเหวี่ยงแหถึงขั้นปิดประเทศแล้ว รวมการฉีดวัคซีนที่แนวโน้มเพิ่มขึ้นคงจะมีความรุนแรงลดลง”
มอง “หุ้นไทย” สิ้นปีนี้ 1,650 จุด...ส่วนปีหน้า 1,850 จุด
ทั้งนี้แนวโน้ม “หุ้นไทย” สินปีนี้ดัชนีมีโอกาสปิดที่ระดับ 1,650จุด ส่วนปี22 น่าจะมีโอกาสขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,850 จุด ได้ โดยมีปัจจัยหุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะอยู่ประมาณ 3.9% ตามรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย และอัตราการฉีดวัคซีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้แนวโน้มการเปิดประเทศของไทยน่าจะมีส่วนช่วยด้านการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 6-8 ล้านคนรวมถึงการฟื้นตัวของการส่งออกจากการเติบของเศรษฐกิจโลกจะส่งให้ปัจจัยพื้นฐานการลงทุนในหุ้นไทยให้ดีขึ้นด้วย

“หุ้นไทยปีนี้มีอัตราผลตอบแทนประมาณ 13.4% ส่วนปีหน้าหุ้นไทยน่าจะมีอัตราผลตอบแทนได้ประมาณ 10% และมีอัตราผลตอบแทนรวมที่ประมาณ 15%”
อย่างไรก็ตามในส่วนของเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติยังไม่เห็นสัญญาณการเข้าลงทุนเพิ่มหลังจากมีการขายออกมาตลอด ซึ่งนับตั้งแต่ปี2013 ถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้วประมาณ 8 แสนล้านบาท โดยส่วนหนึ่งน่าจะมาจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่มีธุรกิจใหม่ๆ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นทำให้ขาดความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ
“ในปีที่ผ่านมาต่างชาติกับสถาบันมีการขายสุทธิกลับกันกับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งในส่วนของกองทุนก็เป็นการขายสุทธิด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าหุ้นไทยมีการปรับฐานกองทุนก็พร้อมจะเข้าลงทุนเพิ่มเช่นเดียวกัน”
ปรับกลยุทธ์การลงทุน “ชู 3 Theme”…น่าสนใจลงทุนรับศก.ฟื้นตัว
กลยุทธ์ในระยะสั้น ช่วง 1-3 เดือน แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ COVID-19 การผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และการเปิดประเทศ รวมทั้งการฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ทั้งนี้คาดว่า SET Index จะสามารถปรับตัวขึ้นได้ในกรอบ (sideway-up) จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศภายหลังจากการผ่อนคลาย มาตรการ Lockdown และการเปิดประเทศ รวมทั้งความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางภาครัฐ

“ส่วนกลยุทธ์ระยะกลาง-ยาว ช่วง 12 เดือน แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ Supply chain disruption และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสำคัญของโลก เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในระยะถัดไป โดยคาดว่า COVID-19 จะเริ่มคลี่คลาย จึงเน้นลงทุนในหุ้นที่คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยและได้ประโยชน์จาก Secular trend ของโลก ทั้งนี้คาดว่าจะยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย จึงเน้นลงทุนในหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐด้วยเช่นกัน”
โดยหุ้น 3 Theme ที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) กลุ่มที่มีรายได้-กำไรเติบโตดี ได้แก่กลุ่ม Electronic, Utilities, Telecom 2) กลุ่มที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวของรายได้ ได้แก่กลุ่ม Bank, Finance, Commerce, Media (Out-of-home) และ 3) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง ได้แก่กลุ่ม Property, Tourism related, Healthcare
แม้ “ตลาดหุ้นไทย” ในช่วงนี้อาจจะดูอึดอัดไปบ้าง แต่มองจากภาพรวมไปในปีหน้า สภาพก็ไม่ต่างอะไรกับ “พยัคฆ์ซุ่ม” ที่พร้อมจะกระโจนทะยานเข้าตะครุบเป้าหมายที่วางไว้ 1,850 จุด ได้ไม่ยากเย็นอะไร แม้ปัจจุบันทางเลือกการลงทุนใน “หุ้นต่างประเทศ” จะมีมากขึ้นก็ตาม แต่เชื่อเหลือเกินว่า “หุ้นไทย” เองก็ยังจะเป็นส่วนสำคัญในพอร์ตของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่อยู่นั่นเอง
