Top5 “กอง SSF”…โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ 26.44-34.85% !!!
นับว่าเป็นเวลากว่าหนึ่งปีกว่า หลังจากที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมเหล่าบรรดาบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ได้จัดตั้ง “กองทุนเพื่อการออม(SSF)” ขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 63
ซึ่งผลตอบรับในช่วงแรกอาจจะยังไม่ดีนัก แต่ปัจจุบันนักลงทุนไทยก็ได้เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น สะท้อนจากตัวเลขเม็ดเงินที่ไหลเข้ากองทุนจนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2.8 หมื่นล้านบาทในเดือนกันยายน 64
แต่ด้วยระยะเวลาการลงทุนที่ค่อนข้างยาวนาน “10 ปี” (นับแบบวันชนวัน) จึงทำให้ “กอง SSF” ดูไม่ได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร แม้นโยบายการลงทุนจะเปิดกว้างเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนให้แล้วก็ตาม
ซึ่งในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากจะนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานของ “กอง SSF” จะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้
“กอง SSF”...อีกทางเลือกใน ‘การวางแผนภาษี’ ที่ไม่ควรพลาด
สำหรับ “กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)” นั้น เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่รัฐให้การสนับสนุนโดยให้ “ประโยชน์ทางภาษี” เอาไว้ให้ด้วย
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ ‘ไม่เกิน 45 ปี’ ที่หากจะวางแผนภาษีผ่านกลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” แล้ว ควรเลือกลงทุนใน “กอง SSF” ให้เต็มที่ก่อน เพราะใช้ระยะเวลาในการลงทุนสั้น 10 ปี ‘ไม่กำหนดขั้นต่ำ’ ในการลงทุน ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ซื้อปีไหน ลดหย่อนปีนั้น โดยเงินลงทุนสูงสุด ‘ไม่เกิน 30%’ ของเงินได้ทั้งปี แต่ ‘ไม่เกิน 2 แสนบาท’ และเมื่อรวมกับกองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), ประกันบำนาญ, กบข., กอช. เป็นต้น ต้อง ‘ไม่เกิน 5 แสนบาท’
“ด้วยมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานถึง 10 ปี ‘กอง SSF’ จึงมีนโยบายลงทุนที่หลากหลายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ ตั้งแต่ที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงสูง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะจ่ายปันผลหรือไม่ก็ได้ เพื่อให้นักลงทุนมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการลงทุนในระหว่างทางนั่นเอง”
“กอง SSF” หุ้นไทยปีนี้มาแรง...แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 34.85%
โดยข้อมูลที่เราได้รวบรวมมานั้น จะเป็น “กองทุน SSF (ไม่รวมชนิดพิเศษ SSFX)” ที่มีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พ.ย. 64) โดดเด่นที่สุด 5 อันดับแรกในอุตสาหกรรมว่ามีหน้าตานโยบายการลงทุนและมีความน่าสนใจเช่นไร
เริ่มที่กองทุนที่มีผลงานโดดเด่นหรือสูงที่สุดในกลุ่ม อย่าง “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ ชนิดเพื่อการออม (ASP-SME-SSF)” จาก ‘บลจ.แอสเซทพลัส’ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้ 34.85%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่เข้าลงทุนจะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจและมีโครงสร้างธุรกิจแข็งแกร่งมีโอกาสทำกำไรเหนือตลาดคาดการณ์ เพื่อให้นักลงทุนสามารถได้รับโอกาสการสร้างผลตอบแทนสูงจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของหุ้นไทย”

ถัดมาจะเป็นกองทุนรวมจาก ‘บลจ.ทิสโก้’ ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กันจนผลการดำเนินงานรองลงอยู่แค่ในลำดับที่ 2 และ 3 ซึ่งเริ่มจาก “กองทุนเปิด ทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ ชนิดหน่วยลงทุนเพื่อการออม (TISCOMS-SSF)” ที่ผลการดำเนินงานสูสีกับกองทุนก่อนหน้า ด้วยผลตอบแทน 34.44%
“ที่จะดำเนินนโยบายภายใต้กรอบการลงทุนหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(mai) ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก”
และอีกหนึ่งกองทุนก็คือ “กองทุนเปิด ทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ ชนิดหน่วยลงทุนเพื่อการออม (TSF-SSF)” ทำผลตอบแทนได้ 30.54%
“ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่มีพื้นฐานดีโดยเน้นเลือกลงทุนเพียง 10-15 ตัว ภายใต้กลยุทธ์เชิงรุกที่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
อันดับต่อมาเป็น “กองทุนเปิด แอล เอช สมาร์ท เพื่อการออม ชนิดการออมและจ่ายเงินปันผล (LHSMARTDSSF-SSF)” จาก ‘บลจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์’ ด้วยผลตอบแทน 29.41%
“โดยเป็นกองทุนรวมผสมที่มีนโยบายการลงทุนตั้งแต่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งจะเลือกพิจารณาลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี รวมไปถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์/หน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือตราสารอื่นใดที่ให้สิทธิในการได้มาหรือที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตราสารดังกล่าวข้างต้น และกลุ่มของตราสาร/หน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน”
สุดท้ายเป็นกองทุนจาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ในชื่อ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดเพื่อการออม) (SCBS&P500-SSF)” ซึ่งเป็นกองทุนเดียวจาก 5 กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ด้วยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (วันที่ 22 พ.ย. 64) 26.44%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘IShares Core S&P 500 ETF’ เพียงกองเดียวเป็นกองทุนหลัก โดยกองทุนหลักนั้นเป็นกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ในด้านกลยุทธ์หรือการกำหนดเป้าหมายของกองจะอ้างอิงหรือจะสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของ ‘ดัชนี S&P 500’ จึงไม่แปลกนักที่ผลการดำเนินงานจะมีความโดดเด่นไม่แพ้กองทุนอื่นๆ”
“กอง SSF” ถือเป็นกองทุนประหยัดภาษีที่มีความหลากหลายของนโยบายการลงทุน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการลงทุนเป็นสำคัญ แต่ถ้าดูเพียงผ่านๆ อาจทำให้นักลงทุนบางกลุ่มยังคงมองว่าตัว “นโยบายการลงทุน” และ “ผลตอบแทน” ของกองทุนที่จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละบลจ. ยังมีความคล้ายคลึงกันหรือคาบเกี่ยวกันอยู่ แต่จากข้อมูลข้างต้นต่อจากนี้เราอาจจะต้องพิจารณาแนวคิดเช่นนี้ใหม่อีกครั้ง
