ปี22 “กำไรบจ.” มีแนวโน้มโตลดลง...แต่ “หุ้น” ยังเด่นสุด-เพิ่มนน. 3 ตลาด “จีน-อินเดีย-ญี่ปุ่น” !!!
มองไปในปี2022 “เศรษฐกิจโลก” จะกลับเข้าสู่การเติบโตในภาวะปกติ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงและปัญหาห่วงโซ่อุปทานยังจะสร้างความผันผวนให้ตลาดต่อไป
แม้ “ราคาสินทรัพย์เสี่ยง” จะปรับตัวสูงขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา และมีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้ แต่ “หุ้น” ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ยืนหนึ่งในแง่ของความน่าสนใจเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆ
โดยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนของแต่ละตลาดจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตลาดหุ้นนั้นๆ ขับเคลื่อนต่อไปได้มากน้อยแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน
และโลกในปีหน้ายังจะอยู่ท่ามกลาง “COVID-19” ต่อไป แต่ ‘ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ’ !!!
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนในตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจจาก “บลจ.กสิกรไทย” มาอัพเดทให้ฟังกัน
คาดปี22 “เศรษฐกิจโลก” จะเติบโตสู่ ‘ภาวะปกติ’ และ ‘ชะลอตัวลง’ ถึงปี23
โดย “นาวิน อินทรสมบัติ” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะโตในระดับ 5-6% ขณะที่ปีหน้าน่าจะโตอยู่ที่ระดับ 4% โดยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้มีการฟื้น “แบบตัว V” ทุกประเทศโตกลับมาเร็ว แต่ปีหน้าอัตราการเติบโตจะกลับไปเป็นปกติและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวลดลงไปจนถึงปี 2023 เนื่องจากตัวช่วยทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินการคลังจะลดขนาดลง หลังจากในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางทุกที่มีการใช้ “นโยบายการเงิน” ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์โลกเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่เกิดวิกฤติ COVID-19 และน่าจะเริ่มทยอยลดลงในปีหน้าเนื่องจากเริ่มเผชิญกับ “ปัญหาเงินเฟ้อ” ในระยะถัดไป

(นาวิน อินทรสมบัติ)
“ส่วน ‘นโยบายการคลัง’ เองก็จะถูกชะลอลงเช่นกันเนื่องจากหลายรัฐบาลมีการสร้างหนี้อยู่ในระดับสูงแล้วเพื่อประคองเศรษฐกิจ ส่วนสุดท้ายที่มีสัญญาณให้เห็นมานานแล้วคือเรื่องของราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอด ทั้งในส่วนของตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้นในหลายตลาดเริ่มมีราคาที่สูงขึ้นมาก”
“6 ปัจจัย” ที่ยังต้องจับตามองใกล้ชิดในปี2022
ทั้งนี้ในปี22 เรื่องของเศรษฐกิจและตัวช่วยทางเศรษฐกิจจะลดลง แต่ที่ยังไม่ลดคือราคาของสินทรัพย์ โดยสิ่งที่จะต้องจับตาต่อจากนี้จะประกอบด้วยกัน 6 เรื่องด้วยกัน คือ
1.การกระจายวัคซีนและประสิทธิภาพรวมถึงความคืบหน้าของยารักษา COVID Vaccine
2.อัตราเงินเฟ้อ ที่อาจเร่งตัวเพิ่มสูงขึ้นนานกว่าที่คาดการณ์ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยหลายฝ่ายมองว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยปลายปีหน้า ซึ่งเงินเฟ้อต้องจับตาว่าจะลดลงหรือไม่ในช่วงต้นปีหน้า ถ้าไม่ก็จะมีผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆ เช่นกัน
3.ปัญหาติดขัดด้านห่วงโซ่อุปทานและราคาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อาจส่งผลให้ภาคการผลิตฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ และส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยปัญหาซัพพลายติดขัดก็น่ากังวลทุกคนอยากเริ่มกลับมาลงทุนมากขึ้น บริโภคเพิ่มขึ้นซึ่งน่าจะค่อยๆ ผ่อนคลายไปได้ตรงนี้ถ้าไม่สามารถแก้ได้อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกถึง 1%
4.การปรับลดมาตรการการผ่อนคลายเชิงปริมาณและการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาด อาจทำให้ตลาดตอบรับในเชิงลบ “Taper Tantrum” แต่ในกรณีนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” จะค่อยๆ ลดการซื้อพันธบัตรลงและหน้าจะจบในปีหน้า
5.อัตราภาษีที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดันผลตอบแทนของตลาดในระยะถัดไป ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่เลยคือเรื่องของภาษีซึ่งหลายประเทศอาจมีสัญญาณการขึ้นภาษีบางแล้วหลังจากเพดานหนี้เริ่มสูงในช่วงทีผ่านมา
6.ความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ ได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ, เทคโนโลยี หรือทรัพย์สินทางปัญญา โดยเรื่องนี้คาดว่านโยบายคงจะไม่รุนแรงเหมือนสมัย “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ทำให้ทั่วโลกเกิดความวิตกกังวลได้
แนวโน้มกำไรบจ.ปี22 ปรับตัวลดลง...ชี้ “จีน” และ “อินเดีย” เป็น 2 ตลาดที่กำไรยังโตเกิน 10%
ส่วนแนวโน้มอัตราการการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกในปี22 จะปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยปีนี้อัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้นเกือบ 50% แต่ในปีหน้าอัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะลดลงเหลือประมาณ 7% โดยอัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐปีหน้าก็จะปรับตัวลดลงเหลือไม่ถึง 10% จะมีแค่ 2 ประเทศเท่านั้นที่อัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะสูงกว่า 10% ในปีหน้าคือกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ “จีน” และ “อินเดีย”

"หุ้นสหรัฐเริ่มแพงแล้วเพราะในอดีต P/E แค่ 14.5 เท่า แต่ปัจจุบันขึ้นมาถึง 22 เท่า ซึ่งเป็นคำถามว่าถ้าปีหน้าตัวช่วยทางเศรษฐกิจต่างๆ ถูกตัดออกจะเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นสหรัฐ ซึ่งมูลค่าหุ้นสหรัฐจะต้องช่วยตัวเองได้คือการสร้างผลกำไร และถ้าอัตราการสร้างกำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ปีหน้าหุ้นสหรัฐก็น่าจะเห็นการปรับฐานลงได้ โดยถือเป็นความเสี่ยงของระดับราคาหุ้นในสหรัฐแน่นอน"
เพิ่มน้ำหนักการลงทุน 3 ตลาดหุ้น “จีน-อินเดีย-ญี่ปุ่น”...ในขณะที่ “สหรัฐ” ความน่าสนใจลดลง
ถึงแม้ปีหน้าราคาสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่บริษัทยังให้น้ำหนักการลงทุนใน “หุ้น”มากกว่าเนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนยังสูงกว่าสินทรัพย์อื่น ซึ่งนักลงทุนต้องดูความเหมาะสมในการจัดพอร์ตและความเสี่ยงที่รับได้ โดยตลาดหุ้นที่บริษัทให้น้ำหนักการลงทุนเพิ่มประกอบด้วย จีน, อินเดีย และญี่ปุ่น ขณะที่ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” บริษัทมองว่ายังไม่มีการปรับเพิ่มหรือลดน้ำหนักแต่อย่างใด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโอกาสในการทำกำไรขาขึ้นกับโอกาสที่หุ้นจะปรับลดลงแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐปีหน้าความน่าสนใจจะลดลงกว่าตลาดอื่น

“สำหรับ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ที่บริษัทยังให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ถึงแม้จีนจะถูกกดดันจากนโยบายของภาครัฐ แต่จีนก็ยังคงเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และกำลังการบริโภคที่สูง ซึ่งตลาดหุ้นจีนจะเหมาะกับการลงทุนในระยะ 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยังขยายตัวต่อเนื่องประกอบกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแล้วถือว่าหุ้นจีนถูกกว่าเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐ ซึ่งถ้าใครเข้าใจนโยบายระยะยาวของรัฐบาลจีนการลงทุนในตลาดจีนเป็นทางเลือกที่ดี แต่ในระยะสั้นจะยังคงถูกกดดันจากมาตรการที่รัฐบาลจีนออกกฎมาควบคุม”
นักลงทุนที่ถือยาวใน “หุ้นจีน” ลงทุนได้ซื้อเพิ่มได้ ถ้าดูสถิติราคาหุ้นจีนย้อนหลังไปจะพบว่ารัฐบาลจีนออกมาตรการควบคุมแบบนี้มาทั้งหมด 4 ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ทำมาตรการแบบนี้ปีต่อไปจะกลับลำมาทำนโยบายที่ผ่อนคลายตลาดทำให้ผลตอบแทนของหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งมีปีหน้าก็มีโอกาสที่จะเห็นภาพแบบนี้เช่นกันแต่คงจะทำในบางนโยบายก่อน
ช่วงโค้งสุดท้ายปี21 “โอมิครอน (Omicron)” COVID-19 กลายพันธุ์ก็กลับมาเขย่าตลาดการลงทุนโลกและสร้างความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี22 อีกครั้ง แต่ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ โดย “หุ้น” ยังเป็นสินทรัพย์ที่ยืนหนึ่งที่แนะนำให้มีติดพอร์ตกันเอาไว้ และนี่คือมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
