“Omicron” โผล่ไทย-ขยายวงทั่วโลก...ชี้กรณีแย่สุด ‘กดหุ้นดิ่ง’ ได้ถึง -20% !!!
ล่าสุดไทยก็พบผู้ติดเชื้อ “Omicron (โอมิครอน)” ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในภาพรวมภาครัฐก็ยังไม่ได้ปรับเพิ่มมาตรการที่ออกไปก่อนหน้าแต่ประการใด
แม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับ “Omicron” ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก นอกจากกระจายได้เร็วกว่า “Delta” และเบื้องต้นอาการไม่รุนแรง แต่คำเตือนที่มาพร้อมกันนั้น คือ “อย่าได้ประมาท” อันสืบเนื่องมาจากข้อมูลที่ยังมีอยู่ค่อนข้างน้อยนั่นเอง
ความไม่ชัดเจน ทำให้ตลาดยังคงมีความผันผวน เป็นโอกาสที่ดีในการ “ปรับกลยุทธ์” การลงทุน เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจากผลกระทบของ “Omicron”
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจาก “SCB CIO” มาอัพเดทกัน
คาด “Omicron” ยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดต่อเนื่องช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า...รอความชัดเจน
โดย “ศรชัย สุเนต์ตา” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย SCB Chief Investment Office (SCB CIO) มองว่า ไวรัสกลายพันธุ์ “Omicron (โอมิครอน)” เป็นสิ่งยืนยันความจริงที่ว่า COVID-19 จะยังอยู่กับพวกเราไปอีกนาน และมีความเป็นไปได้ที่จะมีไวรัสกลายพันธุ์อื่นๆ เกิดขึ้นในอนาคตต่อไป ดั่งเช่นสายพันธุ์ที่พบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือ Alpha และ Delta ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และมีการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้รองรับกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ

(ศรชัย สุเนต์ตา)
“คาดว่าตลาดการลงทุนในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้ายังมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงเรื่องไวรัสกลายพันธุ์ Omicron โดยเฉพาะในระหว่างที่กำลังรอผลการศึกษาของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายแห่งว่าวัคซีนที่ใช้กันในปัจจุบันจะยังมีประสิทธิภาพในการต่อต้าน Omicron ได้หรือไม่ และความรุนแรงของผู้ป่วยจะมากหรือน้อยกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีการแพร่ระบาดก่อนหน้านี้”
ในกรณีเลวร้าย...“ตลาดหุ้น” มีโอกาสดิ่งลงถึง -20%
โดยตลาดจะมีการคาดการณ์ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบจนกว่า ตลาดจะได้รับการยืนยันจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าดังนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปัจจุบันมี valuation ค่อนข้างแพง จะได้รับแรงกดดัน เรื่อง downside มากกว่า upside โอกาสที่ตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงจึงเป็นไปได้อย่างจำกัด
“เราประเมินสมมติฐาน ใน ‘กรณีเลวร้าย (Worse case)’ วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถป้องกัน Omicron ได้ ต้องกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มและพัฒนาวัคซีนกันใหม่อีกครั้ง ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงต่อโดยเราประเมินว่าจะสามารถลดลงได้ถึง -20% เพราะ panic sell อย่างไรก็ตามความรุนแรงจะน้อยกว่าช่วงที่เกิดการระบาดของ COVID-19 ครั้งแรกเมื่อปี 2020 ประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะครั้งนี้ไม่ได้เกิดการปิดเมืองเต็มรูปแบบทั่วโลก (fully global lock down) และทุกประเทศเรียนรู้การรับมือได้ดีมากขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา”
แนะ “กลุ่มที่หาจังหวะเข้าลงทุน”...และ “กลุ่มที่ควรเลี่ยง”
ส่วน “กรณีปกติ (Normal most likely case)” วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพที่ลดลง และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มการฉีดเข็มที่สาม booster dose ส่งผลให้การระบาดของ Omicron จะกระจายไปหลายประเทศ แต่ยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้
“อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงในการลงทุนจากตลาดที่มีความผันผวนสูง เราจึงแนะนำการลงทุนที่เป็นโอกาส และการลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง สำหรับนักลงทุนในช่วงนี้”
กลุ่มที่หาจังหวะเข้าลงทุน เมื่อตลาดปรับฐานจากความกังวลเรื่อง Omicron ในช่วงนี้ ได้แก่
-กลุ่ม healthcare: โดยเฉพาะหุ้น/กองทุน Healthcare ที่มีการลงทุนในบริษัทผู้ผลิตวัคซีน และยา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันและ รักษา COVID-19 ที่ยังมีแนวโน้มที่จะอยู่กับเราไปอีกนาน
-กลุ่มที่ได้อานิสงค์จากธีม work from home เช่น หุ้น/กองทุนกลุ่ม technology ที่มีลักษณะเป็นหุ้นคุณภาพที่มีโอกาสเติบโตสูง (quality growth) ซึ่งการเติบโตของกำไรอยู่ในระดับสูง และที่มาของรายได้มีการกระจายตัวในหลากหลายธุรกิจหลัก ตลอดจนมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ คือ บริษัทในกลุ่ม technology ขนาดใหญ่
-กลุ่มภูมิภาคที่จะมีความเสี่ยงเรื่อง COVID-19 ต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศหรือภูมิภาคอื่น เช่น หุ้น/กองทุนกลุ่มประเทศที่มีการคิดค้น technology เกี่ยวกับวัคซีนเป็นของตนเอง ดังนั้น เมื่อมีการระบาด หรือมีการกลายพันธุ์ในอนาคตก็จะสามารถพัฒนาวัคซีน และนำมาใช้กับประเทศของตนเองได้ก่อน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เช่น ‘สหรัฐ’ และ ‘ยุโรป’ นอกจากนี้ ตลาดทั้ง 2 แห่ง ยังเป็นตลาดที่มีหุ้นในกลุ่ม technology และกลุ่ม healthcare เป็นสัดส่วนที่สูงอีกด้วย
-ตลาดจีน หุ้น/กองทุน โดยประเทศจีนมีความเสี่ยงเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 น้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจาก ใช้นโยบาย zero-tolerance covid ในขณะที่ valuation ได้ปรับลดลงมามากแล้ว จากการปรับฐานในปีนี้นอกจากนี้ ตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตอยู่ในระดับที่ดีในระยะยาว
-กลุ่มที่เป็นเทรนด์การเติบโตระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า (Super Thematic) เช่น หุ้น/กองทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือก EV car, Energy storage และ ESG เป็นต้น เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกล้วนมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดปัญหาโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินลงทุนและความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งในปัจจุบันและต่อเนื่องไปในอนาคตข้างหน้าอีกหลายสิบปี
-กลุ่มอุตสาหกรรม Technology Infrastructure เช่น Digital platform, Fintech, Metaverse, 5G – 6G, Semiconductor เป็นต้น

สำหรับหุ้นในกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงนี้ ทั้งหุ้น/กองทุน ได้แก่
-กลุ่มที่เกี่ยวกับธีมการเปิดประเทศ (reopening) เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
-ประเทศที่เศรษฐกิจมีการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เช่น ตลาดหุ้นไทย
-ตลาดอินเดีย โดยอินเดียมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ได้ อย่างรวดเร็ว หากเริ่มมีการติดเชื้อจากสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น เพราะประชากรมีจำนวนมาก ในขณะที่ valuation ของหุ้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง
-น้ำมัน เนื่องจาก อุปสงค์และอุปทานมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการเกิด partial lock down จากการระบาดอีกครั้ง
การมาของ “Omicron” เสมือนคลื่นที่ถาโถมเข้ามาระลอกใหม่ ที่เข้ามาสร้าง “ความผันผวน” ให้กับตลาดการลงทุนในช่วงนี้ นักลงทุนจึงควรตั้งสติให้ดีและถือโอกาสทบทวนพอร์ตการลงทุนเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันท่วงที เพราะในวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ
