“โอมิครอน” ไม่ร้ายแรง...ลุ้นปี65 ‘ศก.ไทย’ โต 4%-หุ้นทะยานแตะ 1,750 จุด !!!
สำหรับ “ประเทศไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กลับมา ‘คลายล็อกดาวน์’ และ ‘ทยอยเปิดเมือง’ ในแต่ละพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ได้เป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน
ส่งผลให้กำลังซื้อและการท่องเที่ยวภายในประเทศเริ่มกลับมาดีขึ้น ตามสัญญาณการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งท่าทางของ “ตลาดหุ้น” ก็ได้ตอบรับในเชิงบวก
แต่วิบากกรรมก็ยังไม่ได้หมดเสียทีเดียว เมื่อการแพร่เชื้อของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ใหม่อย่าง “โอมิครอน” ที่ส่อให้เกิดการระบาดในผู้คนอีกครั้งและอาจเป็นสัญญาณลบแก่ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทย
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากจะขอเสนอมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีต่อ “ตลาดหุ้น” และ “เศรษฐกิจไทย” ในระยะข้างหน้าไปจนถึงปี 65 มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้
“โอมิครอน” สถานการณ์ยังคาดเดาได้ยาก...แต่อาจมีมุมมองดีกว่าคาด
โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ ได้ให้มุมมองถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” ที่กำลังระบาดในตอนนี้นั้น ยังคาดการณ์ถึงกระทบในวงกว้างและความรุนแรงได้ยาก
.jpg)
(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)
“เพราะอาการสำหรับผู้ติดเชื้อระหว่างผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วตามข้อบังคับและผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนก็ยังออกมาให้เห็นเป็นที่ชัดเจนมากนัก รวมไปถึงวัคซีนที่จะรับมือกับสายพันธุ์ดังกล่าวก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน แต่คาดหวังว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะเป็นไปในเชิงบวกได้ เนื่องจากเทคโนโลยีในการพัฒนาวัคซีนในปัจจุบันค่อนข้างมีความรวดเร็วและสามารถคลุมสถานการณ์ได้”
หาก “โอมิครอน” ไม่ร้ายแรง...ลุ้นศก.ไทยปี65 โต 4%
ในส่วนของเศรษฐกิจไทยคาดการณ์อัตราเติบโตของเศรษฐกิจในปี65 จะเติบโตได้ 4% จากปีนี้ 1% ซึ่งมุมมองใน “ภาวะปกติ” ไม่รวมการเกิดแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” กับการล็อกประเทศอีกครั้งโดยท่าทีของนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มีท่าว่าจะประกาศล็อกดาวน์ในทันที
“สำหรับปัจจัยการล็อกดาวน์ประเทศนั้น เราประเมินว่าเป็นนักลงทุนอาจจะไม่ได้มีความกังวลมากนักหากมีกำหนดช่วงระยะเวลาที่ชัดเจน แต่หากมีการประกาศใช้ทันทีก็อาจทำให้ตลาดตอบรับในเชิงลบได้ เนื่องจากส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหลังจากที่พึ่งผ่านจุดฟื้นตัวมาได้ไม่นาน”
อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนมีความกังวลเป็นอย่างมาก ตัวเลข “เงินเฟ้อ” ที่ในปัจจุบันได้ส่งสัญญาณเร่งตัวขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะขึ้นต่อเนื่อง เมื่อต้องเจอกับเศรษฐกิจที่ชะลออาจส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นกว่าที่คาดการณ์ได้ ซึ่งในกรณีเลวร้ายก็มีโอกาสที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ “เงินฝืด” ได้

“ศก.โลก” ฟื้น...หนุนศก.ไทย-ในขณะที่ ‘ดอกเบี้ยยังต่ำ’ หนุนตลาดหุ้น
อย่างไรก็ดีสำหรับมุมมองตลาดหุ้นในปี 65 ประเมินว่าแนวโน้มจะดีกว่าปี 64 เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่จะกลับมาได้ตามกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ และเศรษฐกิจโลกที่เริ่มกลับมาเติบโตจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกให้เติบโตได้ ซึ่งจะส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 65 เติบโตได้ 10%
“ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคาดการณ์ว่าจะยังคงไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ยได้ในเร็วนี้ๆ เนื่องจาก ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ยังคงต้องรอสัญญาณนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ’ ปรับขึ้นก่อนถึงจะปรับตาม ทำให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้และเงินฝากยังดูไม่น่าสนใจและส่งผลให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้น”
SET ปีหน้าอัพไซด์อาจไม่เยอะ...แต่หากย่อก็อาจมีอัพไซด์เพิ่ม
ในปีหน้ามีโอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปแตะ 1,750 จุด โดยมีอัพไซด์จากปัจจัยข้างต้น แม้ว่าจะดูเป็นอัพไซด์ที่ไม่สูงมากนักจากดัชนีตลาดในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดีหากในระยะสั้นตลาดมีปรับตัวลดลงจากปัจจัยกดดันต่างๆ อาจทำให้ปีหน้าตลาดมีอัพไซด์ได้มากขึ้น
“ทั้งนี้ปัจจัยในปีหน้าที่ต้องจับตาและติดตามอย่างใกล้ซึ่งอาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ก็คือการเลือกตั้งส.ส.ให้ได้ตามหลักรัฐธรรมนูญมีการแก้ไขและประกาศใช้แล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3/65 หรือเร็วกว่านั้นหากเกิดการยุบสภา”
โดยสาเหตุที่ต้องติดตามเพราะว่า พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่เป็นคะแนนให้แก่ฝ่ายรัฐบาลเริ่มเกิดความคิดเห็นในเชิงที่เป็นตรงกันข้ามกับพรรคและนายกรัฐมนตรี จึงมีโอกาสที่อาจจะเห็นหน้าตาของจำนวนพรรคร่วมที่เปลี่ยนแปลงและอาจจะส่งผลกระทบต่อนโยบายการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคตซึ่งขึ้นอยู่ว่าจะมีจำนวนพรรคร่วมมากน้อยเพียงใด
คำแนะนำการลงทุนแก่นักลงทุนในปี 65 ยังอยากเน้นย้ำนักลงทุนให้ความสำคัญในกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จาก “การเปิดเมือง” และธีมธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จาก” การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” ขณะเดียวกันการลงทุนในกลุ่ม “ภาคการท่องเที่ยว” นักลงทุนอาจจะต้องหลีกหรือติดตามไปก่อน เพราะภาคธุรกิจดังกล่าวยังต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว
“ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าอาจจะมีมุมมองที่ดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ก็ถือเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีในการแสวงหาผลตอบแทน แต่ก็ยังต้อง ‘ระมัดระวัง’ ปัจจัยกดดันและปัจจัยที่ต้องติดตามที่อาจมาทำให้ตลาดหุ้นผันผวนได้ในช่วงสั้นหรือระยะยาวเช่นกัน”
